ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก


+  ร้อยความฝันพันจินตนาการ
|-+  :: บทกลอน-บทกวี-เรื่องสั้น ::
| |-+  เรื่องสั้น
| | |-+  มหาสงครามแห่งความมืด (The Darkness War)
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: มหาสงครามแห่งความมืด (The Darkness War)  (อ่าน 2394 ครั้ง)
devamax
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9


สวัสดีจ้า


« เมื่อ: 21 กันยายน 2008 : 20:27:47 »

อ่านเต็มๆได้ที่นี่จ้า

โดยนักเขียนตนไทย วายุสราญ
www.devacures.com
เดวาเคริ์ส Side Story
มหาสงครามแห่งความมืด (The Darkness War)


สำหรับเนื้อเรื่อง เดวาเคริ์ส Side Story นี้ จะอ้างอิงมาจากการ์ดเกมส์เดวาเคริ์สเป็นหลัก โดยไม่ได้อิงจากเนื้อหาหรือตำนานจริงๆ ของแต่ละตัวละคร ซึ่งผู้เขียนได้แต่งและดัดแปลงเนื้อเรื่องเองเกือบทั้งหมด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องหลักของเดวาเคริ์สแต่อย่างใด แต่อาจมีการอ้างอิงเนื้อเรื่องบางส่วนเพื่อเติมเต็มส่วนที่เรื่องนี้ยังขาดหายอยู่ หากเนื้อเรื่องจะดูขัดๆ จากตำนานที่ผู้อ่านเคยรับทราบมาต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ชื่อของตัวละครและสถานที่บางส่วนอ้างอิงจากการ์ดเกมส์เดวาเคริ์สโดยตรง และบางส่วนก็แต่งขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกับจินตนาการของผู้เขียน สุดท้ายนี้ผู้เขียนหวังว่าเรื่องนี้จะสร้างความบันเทิงให้ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย การเขียนอาจยังใช้สำนวนไม่ดีหรือยังไม่ถูกใจผู้อ่านมากนัก ผู้เขียนต้องขออภัยและจะพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อไป ขอบคุณสำหรับทุกๆ คำติชมไว้ล่วงหน้า ณ ที่นี้ด้วย
วายุสราญ ( 12/09/08 )



คำพูด:

สารบัญ เรื่อง “มหาสงครามแห่งความมืด (The Darkness War)”

A: บทนำสงครามครั้งใหม่ ( อัพเดต 12/09/08 )

B: ปฐมบทแห่งตำนานดินแดนสุขาวดี (Legend of Heaven Land)

B1: ตำนานสงครามล้างเผ่าพันธุ์ (Tale of The Endless War) ( อัพเดต 12/09/08 )
B2: ตำนานแห่งดินแดนทั้งห้า (Story of Five Lands) ( อัพเดต 15/09/08 )

C: ภาคนักรบเทวะ (The Deva Hero)

C1: เปิดตำนานนักรบเทวะ ( อัพเดต 17/09/08 )
C2: บทที่1 - หมู่บ้านอัคคี ( อัพเดต 17/09/08 )


 



ติดตามการอัพเดตเนื้อเรื่องในส่วนต่อๆ ไปได้ที่นี้นะครับ ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นต์

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วายุสราญ เมื่อ 17/09/2008 5:03 pm, แก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
บันทึกการเข้า
devamax
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9


สวัสดีจ้า


« ตอบ #1 เมื่อ: 21 กันยายน 2008 : 20:28:41 »

บทนำสงครามครั้งใหม่ : มหาสงครามแห่งความมืด (The Darkness War)

ยุคสมัยแห่งสงครามในครั้งเก่าก่อน การแก่งแย่งยิงดีชิงเด่น การใฝ่หาอำนาจ หวังที่จะครองความเป็นหนึ่ง ล้วนเป็นสิ่งที่ก่อกำเนิดบาปครั้งใหญ่ให้กับผืนพิภพซึ่งถูกชโลมด้วยเลือดของเหล่าผู้คน ทหารหาญ ไม่เว้นแม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรที่ต้องล้มตายเพราะภัยสงคราม ดินแดนที่เคยสงบสุข รุกเป็นไฟเพราะการไขว่คว้าอำนาจ ความใคร่ลุ่มหลงมัวเมาในพลังอำนาจ ส่งผลให้ดินแดนที่เคยเป็นพิภพแห่งสรรพสิ่ง ที่เคยเอื้ออาทรต่อกัน ทั้งมนุษย์ สัตว์ป่า สัตว์เทพ และเผ่าพันธุ์อื่นๆ กลับต้องมัวหมอง

ดินแดนแห่งนี้ถูกขนานนามว่า “ดินแดนสุขาวดี” ในอดีตเคยเป็นดินแดนที่ไร้ซึ่งขอบเขตของสายพันธุ์ ทุกเผ่าพันธุ์ต่างอยู่กันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน เหล่าวงศ์วานทั้งเล็กและใหญ่ ต่างก็พึ่งพาอาศัยกันภายใต้ผืนดินแห่งนี้ ดินแดนมิเคยแบ่งแยก เมืองมีเคยตัดขาด สายน้ำมิเคยเปลี่ยนทิศทาง คอยเกื้อกูลสิ่งมิชีวิตตั้งแต่เหนือจรดใต้ อาหารร่วมแบ่งปัน น้ำร่วมดื่มกิน แต่เมื่ออำนาจครอบงำเทพ มนุษย์ หรือแม้แต่วงศ์วานเดรัจฉาน ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนไป สงครามเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยให้แต่ละเผ่าพันธุ์เข้าสู่จุดสูงสุดของอำนาจได้เร็วที่สุด จึงบังเกิดสงครามล้างเผ่าพันธุ์ขึ้นทั่วทั้งดินแดน อาหารที่เคยแบ่งปันจำต้องแย่งชิง สายน้ำที่เคยร่วมดื่มจำต้องแย่งดื่ม ดินแดนที่เคยเชื่อมต่อบัดนี้มิตรภาพขาดสะบั้น เผ่าพันธุ์เริ่มหลบลี้ แตกแยก แบ่งพื้นที่เป็นกลุ่มเป็นเหล่า วงศ์วานใหญ่เล็กต่างปกป้องตนเองถึงแม้ว่าจะไม่หวังซึ่งอำนาจก็ตาม ผู้คนเริ่มล้มตาย เมืองเล็กเมืองใหญ่เริ่มรกร้างไร้ผู้คน

สงครามขยายวงกว้างโดยมีชนวนมาจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ใฝ่หาอำนาจ เปี่ยมด้วยกิเลศและความลุ่มหลง บ้างโดนยุยงโดยผู้ที่หวังจะครอบครองทั้งพิภพซึ่งแอบแฝงอยู่ใต้เงามืด รอจังหวะที่ตนจะก้าวขึ้นมาอยู่เหนือทุกเผ่าพันธุ์ สงครามสร้างความพิโรธให้กับทวยเทพ ทั่วทั้งพื้นปฐพีพบกับภัยพิบัติ น้ำไหลบากท่วมล้นทุกพื้นที่ ไฟโหมกระหน่ำเกินกว่าจะหยุดยั้ง ดินแห้งแล้งมิอาจเก็บกักน้ำไว้ได้ สายลมเริ่มขาดหาย พืชผลเหี่ยวเฉาไร้ซึ่งชีวิตชีวา หินธาตุที่ให้พลังงานสูญสิ้นไปจากผืนดิน หายนะเริ่มเข้ามาเยือน บัดนี้ดินแดนสุขาวดีที่แสนสงบสุขถูกลงทัณฑ์ด้วยน้ำมือของผู้ที่ให้กำเนิดสรรพสิ่ง สงครามที่แสนยาวนานถูกปัดเป่าด้วยหายนะและภัยพิบัติ การระเบิดครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในระหว่างสงครามครั้งนั้นส่งผลให้ ทุกเผ่าพันธุ์ต่างบอบช้ำ และต้องเผชิญกับภัยพิบัติที่ผืนพิภพตอบสนองคืนกลับมา หายนะเหล่านี้จะนำพาความสุขกลับมาในไม่ช้า เป็นการย้ำเตือนว่าบัดนี้สงครามจบสิ้นแล้ว การสงบศึกและพันธมิตรเริ่มก่อเกิด เมืองที่พุพังถูกสร้างขึ้นใหม่ พืชผลล้มตายปลูกพื้นขึ้นใหม่ด้วยสองมือ ศีลธรรมหวนกลับมายังดินแดนนี้อีกครั้ง

หลังจากสงครามล้างเผ่าพันธุ์จบสิ้น วันเวลาช่วยเยียวยาดินแดนแห่งนี้อย่างช้าๆ ในขณะที่บาปและความแค้น ก็ยังคงฝังรากลึกอยู่ในผืนพิภพแห่งนี้เช่นกัน วัฎจักรการใช้ชีวิตเริ่มฟื้นฟูและดำเนินไปอย่างปกติอย่างที่มันควรจะเป็น ความสงบสุขค่อยๆ เกิดขึ้น ความสมานฉันท์ที่เคยหายไปหวนคืนกลับมาอีกครั้ง แต่อีกมุมหนึ่งซึ่งไม่มีใครรู้เลยว่าความมืดและความชั่วร้ายที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยความโกรธแค้น ความชิงชัง ความลุ่มหลงอำนาจที่สั่งสมจากสงครามในครานั้น ได้ก่อกำเนิดและให้พลังงานชีวิตจนเติบโตขึ้นเป็นเผ่าพันธุ์ใหม่ ที่จะนำพาความมืดมิดเข้ามากลบกลืนแสงสว่างแห่งชีวิตและความหวังที่กำลังฉายแสงส่องประกาย สงครามครั้งใหม่จะถือกำเนิดขึ้นในอีกไม่ช้า สงครามที่จะพรากชีวิตและความหวังไปจากดินแดนแห่งนี้ ความชั่วร้ายและความมืดมิดจะเข้ามาแทนที่ ทุกสรรพสิ่งจะถูกดูดกลืนอยู่ในห้วงแห่งความสิ้นหวัง บัดนี้เผ่าพันธุ์แห่งความมืดชนวนแห่งสงครามครั้งใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
....................................................................................
บันทึกการเข้า
devamax
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9


สวัสดีจ้า


« ตอบ #2 เมื่อ: 21 กันยายน 2008 : 20:32:10 »

ปฐมบทแห่งตำนานดินแดนสุขาวดี (Legend of Heaven Land)

ตำนานสงครามล้างเผ่าพันธุ์ (Tale of The Endless War)

เวลาล่วงเลยผ่านมาเนิ่นนาน ดินแดนสุขาวดีเข้าสู่ความสงบสุข ความบอบช้ำจากสงครามยังมีสะท้อนให้เห็นกระจายอยู่ทั่วดินแดน ทั้งสภาพเมืองที่รกร้าง สุสานที่เต็มไปด้วยหลุมฝังศพ ผืนป่าที่พึ่งพื้นจากการถูกทำลาย ภาพเหล่านี้เป็นสิ่งที่ตอกย้ำได้เป็นอย่างดีว่าสงครามล้างผลาญได้ทุกสิ่ง ภัยพิบัติที่ยุติทุกอย่างลงช่วยให้ทุกเผ่าพันธุ์รอดชีวิตจากสงครามมาได้ เสมือนการชำระล้างความชั่วร้ายแล้วกลับมาเริ่มต้นใหม่ แต่สงครามล้างเผ่าพันธุ์ในครานั้นก็ยากที่จะลืมเลือน เป็นสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานจนทุกคนคิดว่ามันจะไม่มีวันจบสิ้น

จุดเริ่มต้นของสงครามเกิดจากความลุ่มหลงอำนาจและทรัพย์สินของเผ่าพันธุ์มนุษย์ โดยผู้นำที่โลภและถูกกิเลศครอบงำ เริ่มจากการครอบครองพื้นที่ ตั้งเป็นหัวเมืองและแคว้นจำนวนมาก เพื่อขยายอำนาจให้เผ่าพันธุ์ของตนอยู่เหนือทุกเผ่าพันธุ์ เริ่มต้นจากการแย่งชิงดินแดนของเผ่าพันธุ์เล็กๆ จนขยายวงกว้าง ในที่สุดก็กลายเป็นสงครามใหญ่ เผ่าพันธุ์ที่ถูกรุกรานเป็นครั้งแรก คือ เผ่าหิมพานต์ ซึ่งถูกมนุษย์ยึดผืนป่าและสายน้ำไว้ครอบครอง ขวนขวายเอาทรัพยากรธรรมชาติไปใช้มากจนสูญเสียสมดุลแห่งป่า สงครามดำเนินไปได้ไม่นานเหล่าวงศ์วานอื่นๆ จึงเริ่มต่อต้าน ทั้งเผ่าวานร และเผ่าครุฑ เมื่อเผ่ามนุษย์เริ่มจนหนทางที่ต้องพบกับศึกใหญ่และมีศัตรูหลายด้าน จึงเริ่มหันไปค้นหาพลังที่จะเอาชนะศัตรู โดยคิดค้นพลังงานรูปแบบใหม่ ซึ่งนำหินธาตุบางชนิดมาสร้างอาวุธที่ร้ายแรงต่างๆ ในขณะที่สงครามยังคงดำเนินไปอีกมุมหนึ่งยังมีเผ่านาคาที่คอยเฝ้าดูการสงครามครั้งนี้อยู่ห่างๆ และแทรกซึมอยู่เสมอในสงคราม ไม่มีใครรู้ว่าผู้นำของเผ่าพันธุ์นี้ก็ต้องการอำนาจและมักใหญ่ใฝ่สูง ด้วยเหตุนี้เผ่านาคาจึงมักอยู่เบื้องหลังสถานการณ์ต่างๆ เสมอ รวมไปถึงความแตกแยกภายในเผ่ามนุษย์

ต่อมาเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งความแตกแยกและเป็นชนวนของสงครามครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้น เมื่อมีการค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ที่มีพลังแอบแฝงมากกว่าหินธาตุ แข็งแกร่งมากกว่าเหล็กกล้า นั่นคือ พลังอำนาจของ “พิษบุพพัง (Pisapuppang)” หรือที่ขนานนามว่า บัวเหล็ก พืชมหัศจรรย์ที่ดูดซับพลังธาตุในผืนดินไว้ด้วยกัน เติบโตในหุบเขาลึกภายในถ้ำที่เต็มไปด้วยหินธาตุ มีคำกล่าวว่าเมล็ดพันธุ์บัวเหล็กเกิดจากพลังมืดของเหล่าเทพที่หลุดรอดมาจากแดนสวรรค์ และตกสู่แดนสุขาวดี ซึมซับและดูดกลืนพลังแห่งปฐพีเจริญเติบโตโผล่ยอดทะลุออกมาจากชั้นหินเหล็ก มีประกายส่องแสงระยิบระยับ ไอพลังกระจายออกมาจากเกสร ผู้ดูดซับพลังงานจากเกสรเหล่านี้จะช่วยให้มีกำลังวังชามหาศาล กลีบสีดำเป็นมันวาวของบัวเหล็กเมื่อดื่มด่ำพลังงานจนเต็มที่ก็จะพลิร่วงลงมา เพื่อกระจายพลังคืนกลับสู่ผืนดินให้ความสมดุลหวนคืนดังเดิม แต่เมื่อมีการค้นพบว่ากลีบบัวเหล็กสามารถนำมาผสมกับหินธาตุแล้วนำไปตีเป็นศาสตราวุธต่างๆ จะสามารถเพิ่มพลังได้อย่างมหาศาล ด้วยพลังแอบแฝงที่สะสมไว้ในกลีบบัวเหล็ก ไม่มีใครรู้ได้เลยว่าพลังของบัวเหล็กมีขีดจำกัดแค่ไหน ด้วยเหตุนี้บัวเหล็กจึงกลายเป็นสิ่งมีค่าเกินกว่าทรัพย์สินใดๆ

เมื่อพลังอำนาจแห่งบัวเหล็กรู้ถึงทุกเผ่าพันธุ์ การแสวงหาพืชมหัศจรรย์ชนิดนี้จึงเริ่มต้นขึ้น มนุษย์เป็นเผ่าแรกที่เข้ายึดครองพื้นที่ในดินแดนต้องสาป ที่ก่อนเกิดสงครามเรียกว่าหุบเขาหินธาตุ ซึ่งในครั้งโบราณกาลทุกเผ่าพันธุ์ตกลงที่จะใช้พื้นที่ร่วมกัน บัดนั้นหุบเขาหินธาตุเริ่มมีการปักปันเขตแดนของแต่ละเผ่าพันธุ์เพื่อแสวงหาสิ่งล้ำค่านี้ สุดท้ายความโลภจึงเริ่มนำมาซึ่งความแตกแยกภายในเผ่ามนุษย์ โดยมีเผ่านาคาคอยบงการและวางแผนที่จะยึดครองบัวเหล็กทั้งหมด ซึ่งได้สร้างสถานการณ์ให้เผ่ามนุษย์แตกคอกัน การเข่นฆ่าระหว่างมนุษย์ด้วยกันได้เริ่มต้นขึ้น ณ หุบเขาหินธาตุ จนรุกรามใหญ่โตจนกลายเป็นสงครามแบ่งแยกดินแดนของเหล่ามนุษย์ ทำให้เผ่ามนุษย์แบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ อุตรภาคี (อุต-ตะ-ระ-ภา-คี) และทักขิณภาคี (ทัก-ขิ-ณะ-ภา-คี) การยึดอำนาจของอุตรภาคีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยกำลังพลและความเจริญที่มีมากกว่า ทำให้ทักขิณภาคีพ่ายแพ้ไป การสงครามครานั้นทำให้ช่องเขาที่ใช้เป็นเส้นทางติดต่อกันระหว่างทั้งสองหัวเมือง กลายเป็นสุสานของศพทหารจำนวนมาก ในที่สุดเส้นทางนี้ก็ถูกปิดตายเสมือนความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายที่บัดนี้ขาดสะบั้นแทบไม่เหลือความทรงจำที่ดีต่อกัน

ด้านอุตรภาคีเริ่มทวีอำนาจ และได้ค้นพบแหล่งบัวเหล็กขนาดใหญ่ ผู้นำที่ลุ่มหลงอำนาจก็ยิ่งดำดิ่งลงสู่ความมืดของกิเลศยากที่จะถอนตัวได้ อำนาจที่มีไม่เคยเพียงพอ การเข่นฆ่าเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งระหว่างมนุษย์กับนาคาที่เกิดจากความต้องการอำนาจและพลังของบัวเหล็ก ดินแดนต่างๆ เริ่มรุกรานและเปิดสงครามน้อยใหญ่ขึ้น ทั้งจากฝีมือของเผ่ามนุษย์ และการบงการของเหล่านาคา รุกรามเข้าไปถึงตอนลึกของป่าหิมพานต์ จนเป็นที่มาของกองทัพสัตว์เทพ เหล่าวานร และเหล่าครุฑ ที่ร่วมมือกันจัดตั้งทัพครั้งใหญ่ เพื่อขึ้นมาคานอำนาจทัพผู้กระหายสงคราม ครานั้นเผ่ายักษาได้ถูกล่อลวงโดยเผ่านาคาจนยินยอมออกศึกร่วมกับทัพนาคา จนเกิดการห่ำหันของหลายเผ่าพันธุ์กระจายไปทั่วดินแดนสุขาวดี สงครามเริ่มทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ที่ราบบริเวณหุบเขาหินธาตุกลายเป็นสมรภูมิที่คร่าชีวิตจำนวนมากไม่เว้นแต่ละวัน เช่นเดียวกับผืนป่าตอนกลางของดินแดนสุขาวดีที่ถูกทำลายจนกลายเป็นสมรภูมิของทุกเผ่าพันธุ์ ที่ต่อสู้กันไม่รู้จักจบสิ้น ต่อมาอีกไม่นานเผ่ายักษาก็ถูกเผ่านาคาหักหลัง และถูกยุยงจนแตกคอกลายเป็นชนวนให้เกิดสงครามภายในเผ่าจนแทบจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์เลยทีเดียว ยักษาที่เหลือเพียงน้อยนิดก็อพยพไปอยู่ทางหุบเขาด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อหลบลี้ภัยและดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ของตน ในขณะที่นักรบยักษากลุ่มสุดท้ายได้ตัดสินใจเข้าทำศึกครั้งนี้เพียงหวังล้างแค้นให้พวกพ้อง การศึกที่เกิดขึ้นไม่มีวันจะสงบได้ในเร็ววัน ไม่ว่ากี่ชีวิตก็คงไม่เพียงพอต่อสงครามครั้งนี้

ทัพใหญ่ของอุตรภาคียึดหุบเขาหินธาตุไว้เป็นที่มั่น ในขณะที่กองทัพบางส่วนทำศึกอยู่ตอนกลางก็ได้ถอยร่นมาสบทบกองทัพใหญ่ เพื่อตั้งรับกองทัพพันธมิตรของเหล่าสัตว์เทพที่รุกคืบเข้ามา ส่วนทัพนาคาก็ตีโอบพร้อมรุกเข้าหุบเขาหินธาตุเพื่อเปิดศึกครั้งใหญ่ ในขณะที่นักรบยักษากลุ่มสุดท้ายก็เข้ามาหมายที่จะล้างแค้นเผ่านาคา สงครามครานี้ไม่มีใครรู้ได้เลยว่าจะปิดฉากลงอย่างไร การโจมตี ฆ่าฟันเริ่มขึ้นรอบบริเวณที่ราบหุบเขาหินธาตุ อาวุธโจมตี ไฟรุกโชน ดาบฟาดฟัน ผืนดินอาบด้วยเลือด ท้องฟ้ามืดมน เลือดเหล่าสัตว์เทพและครุฑหยดลงมาจากฟากฟ้า เสมือนหยาดน้ำตาสีแดงแห่งความเจ็บปวดของเหล่าทวยเทพ ในเพลานั้นนักรบยักษาสบโอกาสจึงโจมตีใส่ทัพนาคาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทัพนาคาได้ล่าถอยเข้าไปถึงชั้นในหุบเขาหินธาตุ ทัพมนุษย์จึงถือโอกาสนี้รุกไล่ซ้ำเติมหมายปลิดชีพเหล่านาคาเสีย

ในขณะที่การรบยังคงวุ่นวายทันใดนั้นแสงสว่างสีฟ้าเข้มก็โพยพุ่งจากยอดเขาตอนในสุดของหุบเขาหินธาตุทะลุยอดเมฆ แสงสีฟ้ายังคงโพยพุ่งทะลุขึ้นฟ้าอย่างต่อเนื่อง แสงสว่างจ้าดึงความสนใจจนการต่อสู้แทบหยุดนิ่ง แผ่นดินเริ่มสั่นสะเทือนไปทั่ว ผืนดินเริ่มแยกจากกัน เปลวไฟสีแดงโพยพุ่งขึ้นจากใต้ผืนดิน เหล่าทัพน้อยใหญ่เริ่มแตกตื่น ต่างวิ่งหนีเอาตัวรอด ในฉับพลันก็เกิดระเบิดครั้งใหญ่ที่มีศูนย์กลางมาจากแสงสีฟ้า แรงระเบิดทำลายแนวเขาขนาดเล็กราบเป็นหน้ากลอง ผืนดินถูกแรงอัดจากใต้ดินระเบิดขึ้นสู่ท้องฟ้า เปลวไฟโหมกระหน่ำ ฝุ่นควันพิษสีดำกระจายคละคลุ้งอยู่เต็มผืนฟ้า เหล่าครุฑร่วงโรย เหล่ามนุษย์ถูกเผา เหล่านาคาถูกดูดจมลงปฐพี สัตว์เทพและเหล่าวานรหนีกันกระจัดกระจาย ก่อนทุกอย่างจะจบสิ้น เกิดแรงระเบิดครั้งสุดท้ายจุดประกายขึ้น พร้อมละอองสีม่วงที่ฟุ้งกระจายทั่วท้องฟ้า แรงลมจากการระเบิดพัดพาละอองเหล่านั้นไปทุกทิศทุกทาง แสงประกายสีฟ้าอมม่วงโพยพุ่งสว่างวาบจากรอยแยกของแผ่นดิน ก่อนจะเลือนลางและจางหายไป

ควันสีดำที่คละคลุ้งอยู่บนกลุ่มเมฆเริ่มจางลง เปลวไฟค่อยๆ มอดดับ ทุกอย่างนิ่งสงัด ซากศพที่ถูกไฟเผาโหยหวนมาเป็นระยะ ผู้บาดเจ็บเริ่มพยุงตัวเดินแบกร่างของตนออกจากสมรภูมิ กองซากศพนอนทับถมกันจนแทบดูไม่ออกเลยว่าเป็นเผ่าพันธุ์ใด บัดนี้ทุกเผ่าพันธุ์ได้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน ต่างก็บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ท้องฟ้าที่มืดมิดเริ่มก่อตัวเป็นกลุ่มเมฆคลื้ม ไม่นานฝนก็ตกลงมาดั่งความร่ำไห้ของเหล่าทวยเทพที่ลงมาชะล้างคราบเลือด ให้เจือจางและสลายไปจากแผ่นดิน แต่ละเผ่าพันธุ์ปลีกตัวจากสมรภูมิอย่างเศร้าสลด หุบเขาหินธาตุที่เคยตระหง่านบัดนี้ทลายลงทับถมเหลือให้เห็นเพียงทิวเขาขนาดไม่ใหญ่มากนัก สมรภูมิเหลือเพียงความสงัดกับซากศพที่ยังกองกันอยู่ดาษดื่น ความชั่วร้าย ความโลภและอำนาจ ถูกฝังกลบไปในการระเบิดครั้งนี้ สงครามสงบลงด้วยการโต้ตอบจากธรรมชาติที่รุนแรง ฝนที่ตกในครั้งนี้ไม่เคยหยุด จนเกิดน้ำป่าไหลบาก ท่วมล้นทุกพื้นที่ อากาศแปรปรวน พายุเกิดขึ้นทำลายทุกสรรพสิ่งนับครั้งไม่ถ้วน แผ่นดินสะเทือน ภูเขาถล่ม ภายหลังที่ฝนหยุดตกเปลวไฟแห่งความโกรธาของเหล่าทวยเทพก็ลุกโชนขึ้นแทนที่หยาดฝน เริ่มเผาพลาญทุกอย่าง ดินแดนเริ่มแห้งแล้ง ความอดอยากกระหน่ำซ้ำเติมจนทุกเผ่าพันธุ์บอบช้ำแสนสาหัส การสงครามสิ้นสุดลงอย่างถาวร ผู้นำที่ใฝ่หาอำนาจล้มหายตายจากไปทีละคน ความชั่วร้ายและความโลภ ถูกน้ำชำระล้าง ถูกไฟเผาพลาญไปสิ้นแล้วจากดินแดนสุขาวดี

สงครามครั้งนี้ทำลายล้างทุกเผ่าพันธุ์เกือบจะสูญสิ้น ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเสมือนการลงทัณฑ์จากทวยเทพและบัดเป่าความชั่วร้ายให้พ้นไปจากดินแดนแห่งนี้ ปล่อยให้ชีวิตและวัฎจักรใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง หลังจากสงครามครั้งนี้หุบเขาหินธาตุกลายเป็นดินแดนต้องสาปที่ไม่มีใครอยากเข้าไปกล้ำกลาย บัวเหล็กพืชมหัศจรรย์แห่งขุมพลังไม่เคยถูกพบอีกเลย วิถีชีวิตของทุกเผ่าเริ่มหวนคืนสู่ปกติอย่างช้าๆ ตามวัฎจักรเดิมที่มันควรจะเป็น ด้วยเหตุจากสงครามทำให้ดินแดนสุขาวดีถูกแบ่งออกเป็น 5 ส่วน สงครามล้างเผ่าพันธุ์จบลงด้วยการสูญเสียครั้งมหาศาล ปิดฉากด้วยหายนะที่รุนแรงยากที่จะลืมเลือน เป็นตำนานและปริศนาที่สืบต่อเล่าขานกันมา เป็นสิ่งเตือนใจให้กับทุกชีวิต และเป็นบันทึกหน้าสำคัญในประวัติศาสตร์ของดินแดนสุขาวดี
........................................................
ตำนานแห่งดินแดนทั้งห้า (Story of Five Lands)

ดินแดนสุขาวดี (Heaven Land)

ในครั้งก่อนเกิดสงครามล้างเผ่าพันธุ์ดินแดนแห่งนี้ไม่เคยมีการแบ่งแยกขอบเขตหรือพื้นที่ ทุกชีวิตอาศัยอยู่ภายใต้ชื่อดินแดนสุขาวดี มนุษย์ตั้งรกรากอยู่ร่วมกับเผ่าพันธุ์อื่นกระจายอยู่ทั่วทั้งดินแดน แต่ละเมือง แต่ละแคว้น มีความสมัครสมานสามัคคีกันดีเสมอมา พื้นที่ทั้งดินแดนเขียวชอุ่ม สายน้ำที่ไหลผ่านสร้างความอุดมสมบูรณ์ทั่วทุกหนแห่ง เผ่าพันธุ์ทั้งหมดอาศัยผืนป่าเดียวกันในการดำรงชีพ พื้นที่ตั้งแต่ตอนกลางจากเหนือจรดใต้ ตะวันออกจรดตะวันตก มีผืนป่าเชื่อมต่อกันอย่างสุดลูกหูลูกตา ผืนน้ำขนาดใหญ่จากทิศเหนือแตกแยกเป็นแม่น้ำหลายสายไหลไปทั่วทั้งดินแดน ทิศตะวันออกมีเทือกเขาสูงทอดยาวจากเหนือสุดจรดเกือบถึงใต้สุด ภูเขาไฟน้อยใหญ่สร้างความอบอุ่นให้กับผืนดินเป็นสมดุลที่ธรรมชาติของดินแดนนี้จะขาดเสียไม่ได้ ทิศตะวันตกเป็นที่ตั้งของแนวเขาเล็กและที่ราบเป็นผืนดินที่อุดสมบูรณ์และเป็นที่ตั้งเมืองต่างๆ จำนวนมาก มีหุบเขาเล็กคั่นกลางระหว่างที่ราบของด้านใต้และเหนือ มีหุบเขาสูงอยู่ทางด้านใต้สุดที่มองเห็นทะลุยอดเมฆได้แม้จะอยู่สุดเขตแดนด้านเหนือ ที่ราบตะวันตกทอดยาวไปถึงทิศเหนือบรรจบที่ภูเขาหินใหญ่น้อยที่เกิดขึ้นอย่างสลับซับซ้อน เป็นแหล่งกำเนิดของหินธาตุนานาชนิดจึงเรียกว่า “หุบเขาหินธาตุ”

เผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ร่วมกันในดินแดนสุขาวดี

เผ่ามนุษย์ (Human)
เป็นเผ่าพันธุ์ที่เคยมีจำนวนประชากรมากและกระจายอยู่ทั่วดินแดนแห่งนี้ แต่ว่าภัยสงครามทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ล้มตายไปจำนวนไม่น้อย เผ่าพันธุ์มนุษย์ส่วนใหญ่จึงต้องย้ายถิ่นฐานไปรวมตัวกันตามหัวเมืองและแคว้นที่ยังหลงเหลืออยู่ ซึ่งสองหัวเมืองใหญ่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก

เผ่านาคา (Naka)
ผู้บำเพ็ญเพียรครั้งนึงเคยมีร่างเป็นเพียงนาค เมื่อสะสมตบะแก่กล้าจึงสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ เคยเป็นเผ่าพันธุ์ที่บำเพ็ญแต่ความดีแต่ด้วยแนวทางการปกครองของผู้นำที่ชั่วร้ายจึงเป็นเผ่าพันธุ์ที่ถูกมองว่าเจ้าเล่ห์และไม่น่าคบหา ปัจจุบันอาศัยอยู่ใต้ผืนน้ำและบริเวณชายฝั่งทิศเหนือของดินแดนสุขาวดี

เผ่าครุฑ (Garuda)
เหล่าครุฑผู้รักสันโดษ ที่เคยเข้าร่วมสงครามและแปดเบื้อนความชั่วร้ายจนบางส่วนไม่สามารถเดินทางขึ้นชั้นฟ้าแดนสวรรค์ได้ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนยอดเขาสูงที่ทะลุยอดเมฆทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณป่าหิมพานต์ บางส่วนก็อาศัยอยู่ตามยอดเขาที่กระจายอยู่ทั่วดินแดน

เผ่าสัตว์เทพหิมพานต์ (Himmapan Creature)
ประหนึ่งเคยเป็นมนุษย์ผู้บำเพ็ญเพียรจนกลายร่างเป็นสัตว์เทพ หรือเดิมอาจเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานที่ดูดซับพลังจากเหล่าเทพ บ้างก็ได้รับพรจากเหล่าเทพจนมีพลังวิเศษและร่างกายผิดแปลกไปจากสัตว์ธรรมดา เรียกว่าสัตว์เทพหิมพานต์ อาศัยอยู่ทั่วผืนป่า ผืนน้ำ และหุบเขาในดินแดนสุขาวดี

เผ่าวานร (Monkey)
เหล่าวานรผู้รักสงบที่อยู่ร่วมกับสัตว์เทพมายาวนาน บางตนบำเพ็ญเพียรจนมีกำลังวังชาเหนือวานรทั่วไปและมีพลังพิเศษ จึงรับหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์แห่งป่าหิมพานต์ อาศัยอยู่ทั่วหุบเขาตอนใต้ส่วนลึกสุดของป่าหิมพานต์

เผ่ายักษา (Yaksa)
ยักษ์ผู้มีร่างกายใหญ่โต ที่ไม่ชอบผูกมิตรกับผู้ใด รักสันโดษ เคยเป็นเผ่าพันธุ์ที่เรืองอำนาจ ด้วยเหตุของสงครามจึงทำให้เกิดการเข่นฆ่าภายในเผ่าตนเองจนเหลือจำนวนเพียงน้อยนิด ด้วยลักษณะที่ร่างกายใหญ่โตจึงต้องอาศัยอยู่กันในเทือกเขาที่ทอดยาวทางทิศตะวันออก หลบลี้จากเผ่าพันธุ์อื่นๆ

เผ่าผู้วิเศษ (Hermit and Oracle)
เป็นกลุ่มของผู้ที่บำเพ็ญเพียรเป็นเวลานาน มีญาณวิเศษ ซึ่งเป็นผู้ที่ปลดปลงจากความวุ่นวายของเผ่าพันธุ์ แสวงหาความสงบ และคอยปัดเป่าความชั่วร้าย มักอาศัยอยู่ตามป่าลึก ถ้ำ หุบเขาที่หลบลี้จากผู้คน ด้วยเหตุของสงครามปัจจุบันจึงไม่ค่อยปรากฎตัวให้ใครพบเห็นได้โดยง่าย

หลังจากสงครามล้างเผ่าพันธุ์จบสิ้นดินแดนแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 5 ส่วน คือ ผืนน้ำแห่งนาคา ป่าหิมพานต์ หุบเขายักษา เมืองเหล่ามนุษย์ และแดนต้องสาป

ผืนน้ำแห่งนาคา (The Stream of Naka)
ผืนน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาลเป็นต้นกำเนิดของสายน้ำสำคัญหลายสาย ตั้งอยู่ทางตอนเหนือ มีเผ่านาคาเป็นเจ้าของผืนน้ำตั้งแต่ดั้งเดิม เมื่อครั้งเก่าก่อนเคยอาศัยอยู่ใต้น้ำในวังบาดาล ต่อมาชาวนาคาได้บำเพ็ญตบะจนแก่กล้าทำให้กลายร่างเป็นมนุษย์ได้ จึงได้ขึ้นมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ริมชายฝั่ง และขยายอาณาเขตกว้างล้ำเข้าถึงเขตแดนมนุษย์ในทิศตะวันตก เขตป่าหิมพานต์ในทิศตะวันออกและตอนกลาง แต่ด้วยความใฝ่อำนาจของชาวนาคาบางกลุ่มทำให้เกิดสงครามแย่งชิงดินแดนรุกรามใหญ่โต ไม่สิ้นสุด จวบจนถึงสงครางล้างเผ่าพันธุ์ หลังจากสงครามครั้งนั้นเขตถือครองของเผ่านาคาจึงจำกัดอยู่แค่เฉพาะชายป่า หุบเขา และผืนน้ำทางทิศเหนือของแดนสุขาวดีเท่านั้น ซึ่งมีหัวเมืองและแคว้นต่างๆ อยู่ในปกครองจำนวนไม่น้อย ทั้งที่เป็นเผ่านาคาด้วยกัน และเผ่ามนุษย์

ป่าหิมพานต์ (Himmapan Forest)
ในอดีตเคยเป็นพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์กินบริเวณเกินกว่า 3 ใน 4 ส่วนของดินแดนสุขาวดี ทอดตัวยาวตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตะวันออกจรดตะวันตก เป็นที่อาศัยอยู่และใช้ดำรงชีพของทุกเผ่าพันธุ์ ไม่มีผู้ใดตั้งตัวเป็นผู้ปกครองผืนป่าแห่งนี้ แต่ด้วยความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้ทำให้ผู้ที่หวังจะเรืองอำนาจจำเป็นต้องแสวงหาทรัพยากรต่างๆ อย่างเห็นแก่ตัว บุกทำลายหวังใช้พื้นที่เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ของตน ทำให้ผืนป่าหิมพานต์ที่ไร้ซึ่งขอบเขตบัดนี้ถูกทำลายไปมากกว่าครึ่งในช่วงสงครางล้างเผ่าพันธุ์ เหลือเพียงผืนป่าใหญ่ส่วนสุดท้ายที่ทอดตัวยาวจากทิศใต้ขึ้นมาถึงตอนกลางของดินแดนสุขาวดี ผืนป่าเดิมที่ถูกตัดขาดจึงเป็นเพียงป่าหิมพานต์ขนาดเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไปในดินแดนสุขาวดี ซึ่งบัดนี้เริ่มเติบโตและแพร่ขยายพื้นที่ให้กลับคืนสภาพเดิม ผืนป่าแห่งนี้ส่วนใหญ่จะเป็นที่อาศัยของเหล่าสัตว์เทพหรือสัตว์หิมพานต์ รวมถึงผู้พำนักที่เป็นมิตรสหายมาแต่ครั้งโบราณอย่างเผ่าวานร ที่มักอยู่กระจัดจายตามป่าลึกตอนในสุดของป่าหิมพานต์ รวมถึงยอดเขาของเหล่าเผ่าครุฑที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของป่าหิมพานต์ด้วย ส่วนเหล่ามนุษย์ก็ยังคงใช้ป่าผืนน้อยใหญ่ที่ยังหลงเหลือหากินตามปกติ แต่ก็มิกล้าที่จะเข้าไปลึกถึงตอนในสุดของป่าหิมพานต์ เพราะต่างก็รู้ดีว่าสงครามในครานั้นสร้างความขุ่นเคืองให้กับเหล่าสัตว์หิมพานต์อย่างทั่วกัน

หุบเขายักษา (The Great Canyon)
เทือกเขาด้านทิศตะวันนออกที่ทอดยาวจากบริเวณผืนน้ำตอนเหนือลงสู่ตอนใต้ ซึ่งเคยเป็นแหล่งพำนักของชาวยักษาที่มีหัวเมืองกระจัดกระจายอยู่ทั่วแนวเขา ถึงแม้ไม่เคยเป็นมิตรกับผู้ใดแต่ก็ไม่เคยสร้างศัตรู จวบจนสงครามล้างเผ่าพันธุ์ในครั้งนั้น ด้วยเล่ห์กลอุบายของบางเผ่าพันธุ์จึงทำให้เผ่ายักษาเข้าร่วมชิงอำนาจและความยิ่งใหญ่ จนสุดท้ายก็นำมาซึ่งการแก่งแย่งชิงดีภายในเผ่ายักษาด้วยกันเอง ด้วยเหตุนี้ทำให้เผ่าพันธุ์ยักษาลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วจากเดิมที่เคยพบตลอดแนวเขาด้านตะวันออก ตอนนี้เหลือเพียงความว่างเปล่า หุบเขาไร้ซึ่งยักษาปรากฎให้เห็น กลุ่มยักษาที่หลงเหลือหลบลี้หนีหายไปอาศัยอยู่บริเวณเทือกเขาส่วนลึกสุดด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงแม้ว่าจะไม่มีการระบุขอบเขตการปกครองของเหล่ายักษาอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่มีใครหาญกล้าที่จะบุกรุกเขตแดนที่พำนักสุดท้ายของเหล่ายักษา หุบเขาตั้งแต่ตอนกลางในทิศตะวันออกขึ้นไปจนเหนือสุดจึงถูกเรียกว่าหุบเขายักษา พื้นที่ในบริเวณนี้มีทั้งหุบเขาน้อยใหญ่รวมถึงภูเขาไฟจำนวนมากทั้งที่ยังปะทุอยู่และที่ดับมอดไปแล้ว ในบริเวณชายป่าสุดท้ายก่อนจะเข้าหุบเขายักษายังคงมีเหล่ามนุษย์อาศัยอยู่กระจัดกระจายไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นหมู่บ้านเล็กที่หลีกลี้จากความวุ่นวายและอันตรายจากชาวมนุษย์ด้วยกันเอง

เมืองเหล่ามนุษย์ (City of Mankind)
ที่ราบทางทิศตะวันตก ในตอนกลางตั้งแต่ทิศเหนือจรดใต้เป็นที่ตั้งของเมืองและแคว้นน้อยใหญ่ของเผ่ามนุษย์ ครั้งนึงพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นแหล่งที่เจริญด้วยวัตถุและวัฒนธรรม มีแนวเขาขนาดกลางแบ่งพื้นที่ส่วนที่ราบตอนเหนือและใต้ออกจากกัน มีช่องเขาใช้เป็นเส้นทางเดินไปมาหาสู่กัน ในครั้งเก่าก่อนสองพื้นที่นี้เปรียบเสมือนเมืองเดียวกันไม่เคยมีการแบ่งแยก สมานฉันท์กันเป็นพันธมิตรยามมีภัย แบ่งปันทุกข์และสุขร่วมกันเสมอมา แต่อำนาจและความโลภจึงนำมาซึ่งความแตกแยกและแข่งขัน จนเกิดการหักหลังระหว่างผู้ปกครองของหัวเมืองทั้งสอง ในที่สุดก็กลายเป็นสงครามของเหล่ามนุษย์ที่สร้างความโกลาหลไปทั่วดินแดน จวบจนสงครามล้างเผ่าพันธ์ที่ต่างฝ่ายต่างห่ำหั่นกันจนแทบจะสูญสิ้นทุกสิ่ง เส้นทางหุบเขาที่เคยใช้สัญจรไปมาหาสู่กันกลายเป็นสุสานของเหล่าทหาร ที่ล้มตายในการทำศึก จนกลายเป็นหุบเขาแห่งความตาย ซึ่งเหล่าโจรป่าและคนเถื่อนได้ยึดเป็นที่พำนักสำหรับซ่องสุมกำลัง ไม่มีใครกล้าใช้เส้นทางนี้อีกต่อไป กลุ่มของหัวเมืองทั้งสองจึงมีชื่อเรียกตามการร่วมพันธมิตรในสมัยสงคราม คือ หัวเมืองฝ่ายเหนือ เรียกว่า “อุตรภาคี” และ หัวเมืองฝ่ายใต้ “ทักขิณภาคี” จวบจนวันนี้แคว้นเล็กๆ เริ่มก่อร่างสร้างตัวอีกครั้ง สองหัวเมืองสงบศึกและตกลงที่จะสานสัมพันธ์ฉันท์พันธมิตรร่วมทุกข์ร่วมสุขเหมือนในอดีต แต่ใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึงการทรยศอาจเกิดขึ้นได้เสมอหากมีการใฝ่หาอำนาจอีกครั้ง เมืองมนุษย์อาจจะสงบได้อีกไม่นาน

แดนต้องสาป (Curse Land)
ดินแดนแห่งนี้เดิมเคยเป็นเทือกเขาที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุ หินธาตุนานาชนิด บ้างสร้างพลังงานได้ บ้างสวยงามมีมูลค่ามหาศาล บ้างมีอำนาจทำลายล้าง พื้นที่แห่งนี้จึงถูกเรียกว่าหุบเขาหินธาตุ ในอดีตเป็นพื้นที่ในการขุดหาสินแร่ หินธาตุร่วมกันของทุกเผ่าพันธุ์ แต่ด้วยพลังอำนาจของบัวเหล็กซึ่งเป็นต้นเหตุให้พื้นที่นี้เป็นที่ต้องการของทุกเผ่าพันธุ์ โดยเฉพาะเผ่ามนุษย์ที่ใฝ่หาความเจริญ ความสะดวกสบาย ความร่ำรวย และทรัพย์สิน จนนำไปสู่ความลุ่มหลงอำนาจ หุบเขาเหล่านี้จึงกลายเป็นสิ่งหนึ่งที่เผ่าพันธุ์ต่างๆ ต้องการแย่งชิงมาเป็นของตน ที่ราบทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือจึงเป็นสมรภูมิรบที่คร่าชีวิตจำนวนมหาศาล ซากศพจำนวนมากถูกฝังกลบอยู่ในที่ราบแห่งนี้ จวบจนสงครางล้างเผ่าพันธุ์ที่แต่ละฝ่ายต่างนำทัพนับแสนมาห่ำหั่นกัน จนในที่สุดยอดเขาใหญ่ตอนลึกสุดของหุบเขาหินธาตุได้เกิดระเบิดขึ้นครั้งมโหฬาร แรงระเบิดเกิดขึ้นทั่วพื้นที่จนทำลายล้างทุกสิ่งในรัศมี การระเบิดครั้งนั้นส่งผลให้พื้นที่นี้กลายเป็นหุบเขารกร้างไร้สิ่งมีชีวิต หินธาตุถูกทำลาย และถูกผืนปฐพีฝังกลบ สงครามแย่งชิงหุบเขาแห่งนี้จึงจบลงและทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า ความมืดมิด วิญญาณแค้นที่โหยหวน และชิงชัง หยั่งรากลึกจนดินแดนแห่งนี้ถูกขนานนามว่า ดินแดนต้องสาป ไม่มีใครกล้าย่างกายเข้าไป มีเพียงแค่ภูติผีที่สิงสู่อยู่เท่านั้น กลายเป็นดินแดนที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาและมีเส้นทางที่ซับซ้อนซึ่งเกิดจากซากหุบเขาที่ทับถมกัน ผู้คนที่เข้าไปในดินแดนแห่งนี้แทบจะไม่มีใครเหลือรอดชีวิตกลับมา

อีกไม่นานแดนสุขาวดีแห่งนี้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นอีกในไม่ช้า เงามืดแห่งความชั่วร้ายเริ่มโผล่ออกมาให้เห็น ความมืดค่อยๆ คืบคลานมาอย่างช้าๆ ดินแดนทั้ง 5 ใกล้ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง พันธมิตรจะยินดีที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขกันอีกหรือไม่ ไม่มีใครคาดการณ์ได้ ความสงบสุขในดินแดนสุขาวดีเริ่มจะถูกแทนที่ด้วยความเงียบสงัดของความมืดโดยไม่มีใครรู้ตัว อีกไม่นานเผ่าพันธุ์ใหม่ที่กำเนิดขึ้นจะนำมาซึ่งมหาสงครามครั้งใหญ่ที่จะทำลายล้างทุกดินแดน และกลืนกินทุกชีวิต ใครเล่าจะเป็นผู้ลุกขึ้นต่อต้านความชั่วร้ายเหล่านี้ได้
......................
www.devacurse.com

ตอนต่อไปอ่านได้ที่นี่จ้า...

ภาคนักรบเทวะ (The Deva Hero)

เรื่องย่อ

หลังจากที่สงครามสงบลง การใช้ชีวิตของทุกเผ่าพันธ์ในดินแดนค่อยๆ เริ่มเป็นปกติอย่างช้าๆ ในขณะเดียวกันความชั่วร้ายที่ถูกฝังลึกและนอนสงบนิ่งอยู่ใต้ผืนปฐมพีมาแสนนาน ได้ตื่นขึ้นมาก่อกำเนิดเผ่าพันธุ์แห่งความชั่วร้าย และได้ยึดครองพื้นที่บริเวณแดนต้องสาปอย่างเงียบๆ โดยไม่เคยมีใครล่วงรู้มาก่อน ในที่สุดการปรากฎกายของเผ่าพันธุ์แห่งความมืดและความชั่วร้ายก็นำพามาซึ่งความตายและความหายนะ ความชั่วร้ายเริ่มคลุกคลานและเข้าไปครอบงำผู้นำของหลายเผ่าพันธุ์ แผนการสร้างสงครามครั้งใหญ่ได้เริ่มขึ้นอย่างช้าๆ

"อัคค์" ชายหนุ่มผู้ถูกเลือกให้รับหน้าที่สืบทอดตำแหน่งนักรบเปลวอัคคี ได้ออกเดินทางไปจากหมู่บ้านพร้อมภาระกิจสำคัญในการตามหาหัวใจแห่งเทวะ การเดินทางและการผจญภัยได้เริ่มต้นขึ้น ในขณะที่เหล่าผู้นำของหลายๆ เผ่าพันธุ์ ซึ่งลุ่มหลงในอำนาจ บัดนี้ได้ถูกความมืดบงการและส่งผลให้สงครามเริ่มเปิดฉากขึ้นในบางส่วนของดินแดนสุขาวดี การต่อสู้ระหว่างความดีและชั่วได้เริ่มขึ้นอย่างช้าๆ ศัตรูที่แอบแฝงอยู่ในเงามืดเริ่มปรากฎตัวเข้ามาขัดขวางการเดินทางของอัคค์ ความชั่วเริ่มแผ่อำนาจไปทั่วดินแดน ในระหว่างที่อัคค์ต้องเดินทางเข้าไปยังส่วนลึกของป่าหิมพานต์เพื่อทำภาระกิจที่ได้รับมอบหมาย อุปสรรคต่างๆ ทำให้ได้พบมิตรแท้ที่ร่วมกันต่อต้านศัตรู

ความชั่วเริ่มทวีอำนาจมากขึ้นทุกเผ่าพันธุ์ต่างรู้ดี พันธมิตรแห่งการต่อต้านความมืดจึงเกิดขึ้น พร้อมทั้งภาระกิจอันยิ่งใหญ่ของอัคค์และสหายนักรบ เพื่อรวบรวมหัวใจแห่งเทวะทั้ง 6 ที่จะนำแสงสว่างมาปัดเป่าความชั่วออกจากดินแดนแห่งนี้ เพื่อนำไปสู่การปลุกนักรบเทวะทั้ง 6 อัคค์และสหายนักรบจึงได้ออกเดินทางอีกครั้งเพื่อตามหาขุมพลังที่จะใช้ปลุกนักรบเทวะในตำนาน หนทางแสนไกลได้นำพาเหล่านักรบหลายเผ่าพันธุ์ที่มีอุดมการณ์เดียวกันมารวมตัว เพื่อต่อต้านความมืดและความชั่วร้าย มหาสงครามกำลังจะเกิดขึ้นอีกในไม่ช้า ภาระกิจแห่งนักรบเทวะจะสำเร็จได้หรือไม่ ยากที่ใครจะรู้.............................  ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

กาแฟ ร้อยตะวัน กลอน บทกลอน บทกวี ร้อยความฝัน พันจินตนาการ

Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2013, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF
.::: Theme & Graphic designed by Thanarath Sawasdichai :: www.dreampoem.com supported by Roytawan Coffee :: © 2002-2010 DreamPOEM.COM All Reserved. :::.