ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก


+  ร้อยความฝันพันจินตนาการ
|-+  :: บทกลอน-บทกวี-เรื่องสั้น ::
| |-+  เรื่องสั้น
| | |-+  ภาคนักรบเทวะ: เปิดตำนาน และ บทที่1-3 ตามคำขอ
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ภาคนักรบเทวะ: เปิดตำนาน และ บทที่1-3 ตามคำขอ  (อ่าน 960 ครั้ง)
devamax
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9


สวัสดีจ้า


« เมื่อ: 21 กันยายน 2008 : 20:36:04 »

อ่านเต็มๆที่นี่จ้า

แต่งโดยนักเขียนไทย วายุสราญ

www.devacures.com
........................

ภาคนักรบเทวะ (The Deva Hero)

เรื่องย่อ

หลังจากที่สงครามสงบลง การใช้ชีวิตของทุกเผ่าพันธ์ในดินแดนค่อยๆ เริ่มเป็นปกติอย่างช้าๆ ในขณะเดียวกันความชั่วร้ายที่ถูกฝังลึกและนอนสงบนิ่งอยู่ใต้ผืนปฐมพีมาแสนนาน ได้ตื่นขึ้นมาก่อกำเนิดเผ่าพันธุ์แห่งความชั่วร้าย และได้ยึดครองพื้นที่บริเวณแดนต้องสาปอย่างเงียบๆ โดยไม่เคยมีใครล่วงรู้มาก่อน ในที่สุดการปรากฎกายของเผ่าพันธุ์แห่งความมืดและความชั่วร้ายก็นำพามาซึ่งความตายและความหายนะ ความชั่วร้ายเริ่มคลุกคลานและเข้าไปครอบงำผู้นำของหลายเผ่าพันธุ์ แผนการสร้างสงครามครั้งใหญ่ได้เริ่มขึ้นอย่างช้าๆ

"อัคค์" ชายหนุ่มผู้ถูกเลือกให้รับหน้าที่สืบทอดตำแหน่งนักรบเปลวอัคคี ได้ออกเดินทางไปจากหมู่บ้านพร้อมภาระกิจสำคัญในการตามหาหัวใจแห่งเทวะ การเดินทางและการผจญภัยได้เริ่มต้นขึ้น ในขณะที่เหล่าผู้นำของหลายๆ เผ่าพันธุ์ ซึ่งลุ่มหลงในอำนาจ บัดนี้ได้ถูกความมืดบงการและส่งผลให้สงครามเริ่มเปิดฉากขึ้นในบางส่วนของดินแดนสุขาวดี การต่อสู้ระหว่างความดีและชั่วได้เริ่มขึ้นอย่างช้าๆ ศัตรูที่แอบแฝงอยู่ในเงามืดเริ่มปรากฎตัวเข้ามาขัดขวางการเดินทางของอัคค์ ความชั่วเริ่มแผ่อำนาจไปทั่วดินแดน ในระหว่างที่อัคค์ต้องเดินทางเข้าไปยังส่วนลึกของป่าหิมพานต์เพื่อทำภาระกิจที่ได้รับมอบหมาย อุปสรรคต่างๆ ทำให้ได้พบมิตรแท้ที่ร่วมกันต่อต้านศัตรู

ความชั่วเริ่มทวีอำนาจมากขึ้นทุกเผ่าพันธุ์ต่างรู้ดี พันธมิตรแห่งการต่อต้านความมืดจึงเกิดขึ้น พร้อมทั้งภาระกิจอันยิ่งใหญ่ของอัคค์และสหายนักรบ เพื่อรวบรวมหัวใจแห่งเทวะทั้ง 6 ที่จะนำแสงสว่างมาปัดเป่าความชั่วออกจากดินแดนแห่งนี้ เพื่อนำไปสู่การปลุกนักรบเทวะทั้ง 6 อัคค์และสหายนักรบจึงได้ออกเดินทางอีกครั้งเพื่อตามหาขุมพลังที่จะใช้ปลุกนักรบเทวะในตำนาน หนทางแสนไกลได้นำพาเหล่านักรบหลายเผ่าพันธุ์ที่มีอุดมการณ์เดียวกันมารวมตัว เพื่อต่อต้านความมืดและความชั่วร้าย มหาสงครามกำลังจะเกิดขึ้นอีกในไม่ช้า ภาระกิจแห่งนักรบเทวะจะสำเร็จได้หรือไม่ ยากที่ใครจะรู้
.....................

เปิดตำนานนักรบเทวะ

สรรพสิ่งในดินแดนสุขาวดีล้วนก่อกำเนิดมาจากธรรมชาติ ที่ได้รับพลังจากทวยเทพบนชั้นฟ้าแดนสวรรค์ จนก่อเกิดเป็นผืนดิน สายน้ำ สายลม ต้นไม้ ใบหญ้า สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต่างถือกำเนิดและต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้ในการดำรงชีพ ด้วยพลังแห่งทวยเทพที่ได้สร้างสรรค์สรรพสิ่งในดินแดนสุขาวดี จึงก่อเกิดพลังธาตุทั้ง 6 ที่เป็นแหล่งของพลังในการกำเนิดสิ่งต่างๆ สมดุลแห่งพลังธาตุทั้ง 6 อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม้ และเหล็ก เป็นวัฎจักรที่จะขาดซึ่งกันและกันไม่ได้ ด้วยเหตุนี้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดในดินแดนแห่งนี้จึงมีรากฐานและก่อกำเนิดขึ้นจากพลังธาตุ

กาลเวลาผ่านไปสิ่งมีชีวิตต่างพัฒนาร่างกาย และจิตวิญญาณที่มีรากฐานมาจากธาตุทั้ง 6 ต่างก็ซึมซับพลังธาตุที่อยู่แวดล้อม พฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตจึงมักแปรผันไปตามธาตุพื้นฐานที่แฝงอยู่ภายในร่างกายของตน ซึ่งพลังแฝงเหล่านั้นสามารถดึงออกมาเป็นพลังงานและสร้างสิ่งมหัศจรรย์ได้อย่างมากมายตามลักษณะพลังของแต่ละธาตุ ดังนั้นสิ่งมีชีวิตในดินแดนสุขาวดีนอกจากจะแยกตามเผ่าพันธุ์แล้วยังสามารถแบ่งตามพลังธาตุที่แฝงภายในตัวได้อีกด้วย ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีตบะแก่กล้าจึงมักดึงพลังธาตุออกมาสร้างสิ่งมหัศจรรย์ได้ยิ่งใหญ่ และทรงพลังกว่าสิ่งมีชีวิตที่ยังติดอยู่ในวังวนของกิเลศ ในทางกลับกันผู้ที่มีแรงขับดันจากกิเลศทั้งปวงก็สามารถดึงพลังธาตุของตนออกมาใช้งานได้ เพียงแต่เป็นพลังธาตุด้านมืดนั่นเอง ด้วยพลังเหล่านี้จึงก่อให้เกิดสิ่งชั่วร้ายขึ้นอยู่เสมอแม้แต่ผู้ใช้พลังเองก็มักถูกความชั่วดูดกลืนยากที่จะหลุดพ้นวัฏจักรที่ต้องทนทุกข์ทรมานนี้ไปได้ พลังธาตุต่างๆ จึงมีทั้งคุณและโทษในเวลาเดียวกัน

พลังงานธาตุทั้ง 6 เป็นสิ่งที่สร้างสมดุลของธรรมชาติ เมื่อเกิดสิ่งชั่วร้ายย่อมต้องเกิดความดีตามมา เพื่อลบล้างให้กลับคืนสู่สมดุล จึงมีตำนานเล่าขานมาตั้งแต่โบราณว่า เมื่อดินแดนสุขาวดีถูกความชั่วร้ายกลืนกิน ความดีจะส่องประกายแสงเพื่อลบล้างให้ดินแดนกลับสู่ความสงบอีกครั้ง ซึ่งความดีที่จะมาต่อต้านความชั่วร้ายจะเกิดจากพลังธาตุทั้ง 6 รวมกันต่อต้าน จึงเป็นที่มาและเรื่องเล่าของนักรบในตำนาน ที่เปรียบเสมือนร่างอวตารของเหล่าเทพผู้ก่อกำเนิดธาตุทั้ง 6 นักรบเหล่านี้ถูกขนานนามว่า “นักรบเทวะ (Deva Hero)” ตัวแทนแห่งเทพเหล่านี้จะนำมาซึ่งพลังที่จะทำลายล้างความชั่วร้าย และผนึกความชั่วไว้นิจนิรันดร์

บัดนี้ศีลธรรมเริ่มตกต่ำ กิเลศเรืองอำนาจอีกครั้ง ความชั่วทวีพลังเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ภายใต้เงามืด ไม่มีใครรู้ว่าบัดนี้ดินแดนสุขาวดีใกล้ถึงจุดที่จะต้องเผชิญกับความชั่วร้ายและความมืดมน มันถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่นักรบเทวะทั้ง 6 จะต้องตื่นขึ้นมา เพื่อบัดเป่าความชั่วร้ายเหล่านี้ หรือนักรบเทวะจะเป็นเพียงแค่ตำนานเล่าขานเท่านั้น ความสามัคคี ความศรัทธา และความเชื่อมั่นในพลังความดี จะนำพาให้ดินแดนแห่งนี้รอดพ้นภัยได้หรือไม่ โชคชะตาครั้งนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แม้แต่ทวยเทพที่อยู่ชั้นฟ้า ชะตากรรมจะนำพาดินแดนสุขาวดีไปในทิศทางใด จมดิ่งสู่เหวลึกแห่งความมืด หรือฝ่าฟันเปลวเพลิงแห่งความชั่วร้ายออกมาพบกับแสงสว่าง ยากนักที่ใครจะทำนายได้ ความหวังยังมีเสมอเมื่อเรามีศรัทธา พลังความดีหรือพลังความชั่วผู้ใดจะเป็นฝ่ายปราชัย บัดนี้เส้นทางแห่งโชคชะตาของเหล่านักรบเทวะได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
...............
บทที่1 หมู่บ้านอัคคี

“ในมุมหนึ่งของดินแดนสุขาวดียังมีหมู่บ้านเล็กๆ ของชาวมนุษย์ที่อาศัยอยู่ไกลคนละฟากกับดินแดนอันศิวิลัยของเผ่าพันธุ์มนุษย์ หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ใกล้ชายป่าทางทิศตะวันออกของแดนสุขาวดี และอยู่ไม่ไกลจากเขตหุบเขายักษามากนัก เป็นหมู่บ้านที่มีขนาดไม่ใหญ่มากมีเพียง 10-20 ครัวเรือนเท่านั้น หมู่บ้านแห่งนี้เรียกขานนามว่า “หมู่บ้านอัคคี” ซึ่งเดิมพื้นที่นี้เคยเป็นแคว้นใหญ่แคว้นหนึ่งแต่ด้วยภัยสงครามล้างเผ่าพันธุ์ในครั้งนั้นได้ทำลายทุกอย่างจนราบ เหลือเพียงซากปรักหักพังเป็นอนุสรณ์เท่านั้น ที่คอยย้ำเตือนชาวบ้านถึงภัยร้ายแห่งสงคราม สิ่งที่ยังหลงเหลือคือ ประชากรที่รอดตายและบอบช้ำจากภัยสงคราม ซึ่งได้สร้างหมู่บ้านขึ้นใหม่โดยใช้ชื่อตามแคว้นเดิม อาศัยอยู่อย่างพอมีพอกินและพึ่งพาอาศัยกันตลอดมา”

แสงแดดยามเช้าสาดส่องต้องยอดหลังคาบ้านทุกหลังในหมู่บ้านอัคคี แสงแดดสีส้มฉายแสงส่องสร้างความอบอุ่นรับกับสายลมเย็นในยามเช้า แสงยามเช้าเช่นนี้เป็นสัญญาณบอกได้อย่างชัดเจนว่าถึงเวลาแห่งการเริ่มต้น สัตว์น้อยใหญ่ ต้นไม้ใบหญ้าเริ่มกลับมามีชีวิตชีวา ชาวบ้านเริ่มต้นออกมาทำหน้าที่ของตน คนหนุ่มคนแก่ ต่างเดินมุ่งตรงมายังธารน้ำท้ายหมู่บ้าน เพื่อตักน้ำเตรียมไปใช้สำหรับหุงหาอาหาร และเติมเต็มภาชนะสารพัดชนิดที่แล้วแต่ใครจะมีไว้สำหรับกักเก็บน้ำ เด็กน้อยต่างก็เดินตามแม่ ตามปู่ ตามย่า มาเล่นน้ำ บ้างก็ช่วยหิ้วภาชนะขนาดพอดีตัว บ้างก็เดินตัวเปล่าล่อนจ้อน พร้อมที่จะกระโจนลงธารน้ำหลังจากที่ผู้ใหญ่ตักน้ำกันเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านส่วนใหญ่ถือโอกาสยามเช้าเช่นนี้พบปะทักทายกันตามประสา พูดคุย ถามสาระทุกข์สุขดิบกันไปตามแต่เวลาและโอกาสที่มี ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปทำมาหากิน

เด็กสาววัยรุ่น อายุราวๆ 18 เดินออกมาจากบ้านหลังน้อยที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ลำธาร หน้าตาดูสดชื่น แววตาแสดงถึงความสดใสประกายแดดต้องผมสะท้อนออกมาราวกับแสงแห่งความสุข กิริยาท่าทางอันน่ารักสดใสของเธอที่แสดงให้เห็นในทุกย่างก้าวที่เดินจากบ้านมายังลำธาร ทำให้ชาวบ้านหลายๆ คนพลอยรู้สึกสดชื่นตามรอยยิ้มของเธอไปด้วย ยายแก่คนหนึ่งนั่งอยู่ใกล้ริมธารก็เอ่ยปากขึ้นทักทายหญิงสาวคนนี้ทันทีที่เห็นนาง

“จิตตา เอ๋ย นี่เจ้าเดินมาคนเดียวรึ” ยายแก่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม

ทำให้หญิงสาวหยุดมองและยิ้มตอบกลับด้วยความรักและเคารพ พร้อมกับเดินเข้ามาหายายแก่ ด้วยท่าทีที่อ่อนน้อม พร้อมพูดว่า

“จ๊ะ ยายสุข หนูเดินมาคนเดียว พอดียายจิตโต ท่านยังแต่งตัวไม่เสร็จ หนูเลยล่วงหน้ามาก่อน”
“กะว่าจะมาให้ทันก่อนเจ้าพวกทะโมนทั้งหลายจะลงเล่นน้ำ”
จิตตาพูดพร้อมเหลือบมองดูลำธารที่จะลงไปตักน้ำ

ริมลำธารมีเด็กน้อยกลุ่มหนึ่งกำลังตระเตรียม ผลัดเสื้อผ้า เพื่อจะลงเล่นน้ำ หลังจากที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ทยอยกันตักน้ำไปแล้ว

นางสุขเห็นดังนั้น ก็เหลือบมองพร้อมทั้ง ตะโกนไปยังกลุ่มเด็กๆ เหล่านั้น

“ไอ้เจ้าทะโมนทั้งหลาย อย่าพึ่งลงเล่นน้ำกันละ เดี๋ยวมันจะขุ่นเสียก่อน ชาวบ้านชาวช่องเค้ายังทยอยมากันไม่หมด”

เด็กๆ เหล่านั้นหันมาขานรับพร้อมกัน
”จ้า ยาย”
และยกขบวนขึ้นมานั่งรอที่ริมฝั่ง

เมื่อได้ยินเสียงขานรับที่แสดงถึงความเชื่อฟังแล้ว นางสุขก็หันไปพูดคุยกับจิตตาต่อทันที
“เช้านี้ดูเหมือนว่าเอ็งช่างมีความสุขนักนะ จิตตา”
“หรือว่าวันนี้จะมีอะไรพิเศษ รึ”

จิตตาได้ยินดังนั้น รอยยิ้มที่มุมปากก็ปรากฎขึ้น และเอ่ยออกมาอย่างเขินอายเล็กน้อย
“เปล่าจ๊ะ ยาย ฉันแค่ดีใจที่วันสำคัญจะมาถึงแล้ว”

นางสุขก็หัวเราะเบาพร้อมกับเอ่ยถาม
“แล้ววันสำคัญที่เอ็งว่า นี่วันอะไรอะไรเล่า ถึงได้ดูอารมณ์ดียิ่งนัก”

“นี่ยายลืมไปแล้วหรือจ๊ะ ว่าพรุ่งนี้เป็นวันอะไร”
จิตตาถาม พร้อมทำหน้าสงสัย และตอบที่ยายสุขยังคงครุ่นคิดถึงความสำคัญของวันพรุ่งนี้อยู่ว่า
“พรุ่งนี้เป็นวันที่อัคค์จะกลับมาแล้วไงจ๊ะยาย”

นางสุขได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มตอบกลับนางจิตตาพร้อมกับแสดงอาการแปลกใจเล็กน้อยว่าวันที่อัคค์จะกลับมาแล้วโดยที่ตนลืมไปเสียสนิทใจ
“เอ็งนี่ช่างความจำแม่นจริงนะ ยังคงใส่ใจเจ้าอัคค์เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ”

จิตตายิ้มเล็กๆ ด้วยความเขินที่นางสุขพูดกล่าวชม พร้อมกับพูดแก้ตัว
“เปล่าซะหน่อย หนูแค่จดวันไว้ที่ข้างฝาบ้าน จะลืมได้อย่างไรละจ๊ะ”

นางสุขหัวเราะในอาการเขินอายของนางจิตตา พร้อมพูดว่า
“นี่มันผ่านมา 5 ปีแล้วสินะ วันเวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน”

ในขณะที่ทั้งสองยังคงสนทนากันก็มีเสียงพูดดังมาจากข้างหลัง เสียงของยายแก่ที่ยังดูแข็งแรง เดินมาพร้อมกับห่อผ้าเล็กๆ

“คุยอะไรกันอยู่เรอะ ยายหลานคู่นี้” ยายแก่คนนั้นพูดจบพร้อมส่งยิ้ม

นางสุขเหลือมมอง ตอบกลับไปด้วยความแปลกใจ และความดีใจ
“ข้าก็นึกว่าใครเสียอีก แกเองรึ นางจิตโต”
“มามา เข้ามาคุยด้วยกัน ข้ากำลังคุยเพลินกับหลานเอ็งอยู่ทีเดียว”
นางสุขเอ่ยชักชวนด้วยรอยยิ้ม

นางจิตโต สตรีวัยชราผู้เป็นยายของนางจิตตา ซึ่งเป็นญาติคนเดียวที่เหลืออยู่ นางจิตโตเป็นหญิงแก่ที่มีความรอบรู้เรื่องราวต่างๆ ของหมู่บ้าน เพราะอดีตนางเคยเป็นผู้นำของหมู่บ้านอัคคี ทั้งยังมีอายุมากกว่าผู้เฒ่าหลายๆ คนในหมู่บ้าน คนทั้งหมู่บ้านต่างเคารพและยำเกรงนางเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะมีอายุมากแต่นางก็ยังมีสุขภาพแข็งแรงและมีรูปลักษณ์เยาว์วัยกว่าที่จะเป็นยาย

นางจิตโตเดินมาอย่างสุขุมพร้อมด้วยรอยยิ้ม แสดงถึงความดีใจที่ได้พบปะเพื่อนเก่าอย่างนางสุข ซึ่งเคยเล่นหัวกันมาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ เมื่อเดินมาถึงก็เอ่ยทักทายตามประสา และถามถึงเรื่องราวที่จิตตากับนางสุขสนทนากันอยู่

“ไม่ได้เจอกันเสียนานนะ สุขเพื่อนข้า เห็นหน้าเจ้าทีไร อดให้ข้าคิดถึงวัยสาวของเราไม่ได้”
นางจิตโต พูดไปพลางยิ้มไปพลาง

”นี่เอ็งกำลัง เล่าเรื่องหลอกเด็กอะไรให้หลานข้าฟังอยู่รึ” นางจิตโตถามด้วยความสงสัย

นางสุขยิ้มรับกับคำถามของนางจิตโต และกล่าวตอบไป
”เปล่าดอก ข้าไม่ได้หลอกหลานเจ้าเสียหน่อย”
”หลานเอ็งนะสิ เพลานี้กำลังคิดถึงชายหนุ่มอยู่ นั่งนับวันนับคืนที่เจอกัน”
นางสุขพูดแกมหยอกล้อนางจิตตา

”ไม่ใช่นะจ๊ะยาย ” นางจิตตากล่าวแก้ตัวกับนางจิตโต ด้วยอาการเขินเล็กๆ
“ไม่เอาละ ไม่คุยกับยายสุขละ เดี๋ยวหนูไปตักน้ำก่อนดีกว่า” พูดเสร็จแล้วนางก็หันหน้าเดินไปทางริมธารทันที

นางสุขและนางจิตโตเห็นอาการเขินอายของหลานก็อดที่จะหัวเราะในความน่ารักนี้ไม่ได้ สิ้นเสียงหัวเราะนางจิตโตจึงเอ่ยถามนางสุขว่า
”นี่คงเป็นเรื่องที่เจ้าอัคค์จะกลับมาในวันพรุ่งสินะ”
“5 ปี มันช่างรวดเร็วเหลือเกิน” นางจิตโตพูดเอ่ยกับนางสุขที่แสดงสีหน้าเห็นด้วยกับคำพูดดังกล่าว

นางทั้งสองเริ่มสนทนา และไถ่ถามสาระทุกข์สุขดิบ หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานาน เนื่องนางจิตโตมักจะเข้าไปในป่าเพื่อบำเพ็ญศีลอยู่เสมอ ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทที่เคยรอดพ้นจากภัยสงครามมาด้วยกัน ในช่วงสงครามนางจิตโตมีตำแหน่งเป็นผู้เฒ่าของแคว้นอัคคี ภายหลังแคว้นล่มสลายจึงได้รับหน้าที่เป็นผู้นำที่ช่วยให้คนในหมู่บ้านรอดพ้นภัยสงครามมาได้ ด้วยเหตุนี้ผู้นำของหมู่บ้านอัคคีจึงถูกยกให้เป็นอำนาจของผู้เฒ่าประจำหมู่บ้าน ซึ่งจะถูกแต่งตั้งหมุนเวียนกันขึ้นตามเพลาที่เหมาะสม นางทั้งสองต่างสนทนาถึงเรื่องในอดีตจนมาหยุดทีเรื่องของอัคค์

นางจิตโตเอ่ยกับนางสุข
“ข้าไม่อยากจะเชื่อเลย ตั้งแต่วันนั้นที่พวกเราพบอัคค์จะผ่านมาร่วม 20 ปีแล้ว”

”ข้าก็คิดเช่นนั้น คงใกล้ถึงเวลาที่ชะตากรรมบทต่อไปของเจ้าอัคค์จะเริ่มต้นแล้วละ” นางสุขเอ่ยขึ้นด้วยความวิตก

”อย่าวิตกไปเลยเพื่อนข้า อีกไม่นานเราก็จะรู้เองว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในอนาคต” นางจิตโตกล่าวด้วยความใจเย็น เพื่อลดความกังวลของนางสุขสหายรัก

”ข้าเป็นกังวลเหลือเกิน เจ้าเองก็รู้ว่าอัคค์นะมีหน้าที่อะไร”
“แล้วนี่ก็ใกล้ถึงเวลานั้นเต็มที ข้ากลัวว่าเจ้าอัคค์ยังไม่พร้อมจะรับภาระในครั้งนี้” นางสุขกล่าวด้วยสีหน้าวิตก

”ใจเย็นเพื่อนข้า ยังไงเสียเรื่องทั้งหมด ผู้เฒ่าหินคงจะสามารถตอบเราได้”
”เอาเป็นว่า เย็นนี้เอ็งกับข้า ไปรอผู้เฒ่าหินที่หน้าหมู่บ้าน จะได้ปรึกษาหารือกัน”
“เพราะตอนนี้ ผู้เฒ่าหินคงออกไปชายป่าตั้งแต่ย่ำรุ่งแล้วละ คงกลับมาช่วงพลบเย็น”
นางจิตโตกล่าวแนะหนทาง เพื่อให้ยายสุขใจเย็น และคลายความวิตก

”เห็นจะจริงอย่างเอ็งว่า คงต้องรอให้ถึงเพลาเย็น” นางสุขตอบ แสดงความเห็นด้วยกับความคิดนี้

ผู้เฒ่าหิน เป็นผู้นำที่ปกครองหมู่บ้านอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นคนที่ชุบเลี้ยงอัคค์เด็กหนุ่มกำพร้าที่ถูกพบบริเวณเชิงเขาด้านเหนือ ไม่มีใครทราบที่มาชัดเจนของเด็กหนุ่มคนนี้ นอกจากผู้เฒ่าหินที่เก็บความลับนี้มาเสมอ มีเพียงผู้เฒ่าบางคนเท่านั้นที่จะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยนางจิตโตและนางสุขสองหญิงชราที่เคยเป็นผู้เฒ่าประจำหมู่บ้านต่างก็ล่วงรู้ความลับนี้เช่นกัน ปริศนาและความลับดังกล่าวใกล้ถึงเวลาที่จะเปิดเผยขึ้นในอีกไม่ช้า ด้วยเหตุนี้นางทั้งสองจึงนัดหมายกันไปปรึกษากับผู้เฒ่าหินในเพลาเย็น

ในขณะที่นางจิตโตและนางสุขกำลังนัดหมายกัน นางจิตตาก็เดินหิ้วน้ำที่ตักมาจากริมธารและเดินตรงมาที่วงสนทนา นางสุขจึงถือโอกาสแยกตัวจากการสนทนาหันไปกล่าวกับนางจิตโต และกล่าวลานางจิตตา

”งั้นตอนเย็น ข้าจะไปรอเอ็งที่หน้าหมู่บ้านแล้วกัน ข้าไปละ” นางสุขพูดย้ำนางจิตโต และกล่าวลา
”ยายไปก่อนนะหลานจิตตา” นางสุขกล่าวลาจิตตา

นางจิตตาขานรับ และเร่งเดินมาให้ทันส่งยายสุข ”จ๊ะ ยาย”

ก่อนเดินจากไปนางสุขยังตะโกนด้วยน้ำเสียงขึงขังไปยังที่บริเวณลำธาร เพื่อบอกหลานชายทั้งสอง
”ไอ้สม ไอ้สิต พวกเอ็งเล่นน้ำกันอย่าให้นานนัก อีกสักพักก็กลับกันได้แล้ว”

หลานทั้งสองได้ยินดังนั้น ก็ขานรับด้วยความยำเกรง ”จ้า ยาย”

นางจิตโตผู้เป็นยายก็เอ่ยบอกนางจิตตาหลานของตนว่า
”นี่ก็เพลาสายแล้ว เรากลับเรือนกันเถิด”

”จ๊ะ ยาย” นางจิตตาขานรับแล้วเดินหิ้วน้ำตามไปจนถึงเรือน

ในระหว่างนั้นนางจิตตา ก็ครุ่นคิดถึงวันสำคัญในวันพรุ่งนี้ที่จะได้พบกับอัคค์ ชายหนุ่มที่เคยเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งจากหมู่บ้านอัคคีไปเป็นเวลา 5 ปี การกลับมาของชายหนุ่มนามว่าอัคค์ จะนำพาชะตากรรมที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนและหมู่บ้านอัคคีไปในทิศทางใด อีกไม่นานคำตอบของปริศนาในอดีตของอัคค์ก็จะถูกเปิดเผย เรื่องราวต่อไปจะเป็นอย่างไรก็ยากที่ใครจะรู้ เส้นทางแห่งชะตากรรมครั้งนี้ทวยเทพกำหนดขึ้นหรืออย่างไร มีแต่เหล่าผู้เฒ่าเท่านั้นที่จะบอกได้
.........
www.devacurse.com

านตอนต่อไปได้ที่นี่จ้า




























« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 ตุลาคม 2008 : 22:15:15 โดย devamax » บันทึกการเข้า
devamax
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9


สวัสดีจ้า


« ตอบ #1 เมื่อ: 29 ตุลาคม 2008 : 22:14:36 »

บทที่ 2 และ 3 ครับ
www.devacurse.com

ติดตามอ่านได้ที่นี่

จาก วายุสราญ

บทที่ 2 : ยามเย็น

แสงแดดเริ่มอ่อนลง ไอความร้อนจากฝืนดินระเหยขึ้น ลมเย็นและไอชื้นเริ่มพัดโชยมาจากลำธารท้ายหมู่บ้าน อากาศโดยรอบเริ่มสัมผัสได้ถึงความเย็นสบาย เสียงลมพัดต้องยอดไม้ดังมาเป็นระยะ นี่เป็นเพลาที่สัตว์น้อยใหญ่เริ่มหวนกลับรัง เช่นเดียวกับชาวบ้านที่ออกหากินก็เริ่มทยอยกลับเข้าหมู่บ้าน ตะวันที่ริมขอบฟ้าเริ่มคล้อยต่ำลงจนถึงเชิงเขา นางจิตตาที่นั่งกอดเข่าเหม่อลอย ครุ่นคิดถึงวันพรุ่งนี้อยู่ที่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆ เรือน ก็รู้สึกได้ทันทีว่าถึงเวลาที่ตนจะต้องเข้าไปหุงหาอาหารเสียที นางจึงลุกขึ้นพร้อมบิดขยับซ้ายขวาให้ร่างกายที่เมื้อยล้ารู้สึกสดชื่นแล้วจึงเดินขึ้นเรือน

นางจิตโตผู้เป็นยายที่นั่งทำสมาธิอยู่ที่ในป่าไม่ไกลจากเรือนมากนัก ค่อยๆ ออกจากสมาธิ นางลืมตาอย่างช้าๆ มองไปรอบกาย เพื่อรับรู้ถึงสรรพสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงในยามเย็น ต้นไม้ใบหญ้า ผ่อนคลายจากแสงแดดลงเรื่อยๆ แมลงตัวเล็กตัวน้อยเดินแบกอาหารกลับรังของมัน นางจิตโตพิจารณาทุกสิ่งอย่างสบายใจจึงลุกออกจากที่นั่งซึ่งใช้ผ้าขาวปู ก่อนจะบรรจงพับผ้าปูแล้วเดินกลับไปยังเรือนของตน

เมื่อนางจิตโตเดินพ้นชายป่าก็เห็นควันจากเตาไฟ และได้กลิ่นหอมๆ จากการย่างปลาโชยมาจากเรือน เป็นสัญญาณให้รู้ได้ทันทีว่าจิตตาหลานรักกำลังขมักเขม่นทำกับข้าวกับปลาสำหรับมื้อเย็นอยู่ พอนางเดินถึงเรือนก็จัดแจงเก็บผ้าผ่อนไว้ยังที่ประจำ แล้วจึงเดินไปยังห้องครัว

นางจิตตาเหลือบเห็นยายของตนขึ้นมายังเรือนแล้วก็จัดแจงหาน้ำดื่มใส่ขันขนาดเล็ก พร้อมด้วยลอยดอกมะลิไว้ดอกสองสามดอก เมื่อนางจิตโตเดินมายังห้องครัว

จิตตาจึงกล่าวพร้อมนำน้ำที่เตรียมไว้มอบแก่ยายของตน เพื่อดับกระหาย
“ยายจ๋า ดื่มน้ำเย็นๆ เสียหน่อยนะจ๊ะ หลานกำลังจัดแจงสำรับมื้อเย็นอยู่ อีกปะเดี๋ยวคงจะเสร็จ”

นางจิตโตเดินมาพร้อมรอยยิ้ม และเข้าไปรับน้ำดื่มตามคำชวนของหลาน แล้วกล่าวกับจิตตาว่า
“น่ารักเหมือนเดิมนะหลานข้า แล้วนี่ทำอะไรกินบ้างรึ”

“เอ่อ ก็มี…. ผักต้มอย่างที่ยายชอบ กับน้ำพริก แล้วก็ปลาย่างอีก 2 ตัวจ๊ะยาย”
จิตตากล่าวถึงรายการอาหารให้ยายฟังอย่างตั้งใจ

“น่าทานทั้งนั้นเลยนะ เจ้านี่ช่างรู้ใจยายแก่คนนี้ยิ่งนัก”
นางจิตโตกล่าวชื่นชม อย่างเอ็นดู แล้วก็พูดต่อว่า

“แต่ว่ายายคงจะอยู่กินพร้อมหลานไม่ได้หรอก ยายนัดนางสุขไว้ว่าจะไปบ้านผู้เฒ่าหิน” นางจิตโตกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เพื่อไม่ให้หลานของตนน้อยใจ

จิตตาได้ฟังดังนั้น ถึงแม้ตนจะสงสัย แต่ก็มิกล้าถามถึงธุระของยายตนเอง จึงตอบปากรับคำ
“จ๊ะยาย ถ้างั้นหลานจะรอกินพร้อมกัน ตอนยายกลับมานะจ๊ะ”

นางจิตโตเดินเข้าไปลูบหัวหลานด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเดินพละออกมากจากห้องครัว พร้อมกล่าวลา
“งั้นยายไปก่อนนะ แต่ถ้าหลานหิวก็กินเถิด ไม่ต้องรอยาย”

“จ้า ยาย” จิตตากล่าวดังมาจากห้องครัว พร้อมเดินออกมาส่งยายลงจากตัวเรือน

บริเวณหน้าหมู่บ้าน ทั้งชายหนุ่มและชายแก่ ทยอยกันเดินกลับมาจากชายป่าที่ไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนัก ต่างก็ยืนชุมนุมและนำอาหาร ทั้งเนื้อสัตว์ ผลหมากรากไม้ต่างๆ มาแบ่งปันกันตามสัดส่วนก่อนที่จะนำกลับบ้าน กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินแบกหมูป่าตัวไม่ใหญ่นักเดินมาอย่างช้าๆ ในกลุ่มมีชายหนุ่ม 3 คนช่วยกันหามหมูป่าที่ถูกมัดห้อยหัวลงจากคานไม้ ซึ่งยังคงดิ้นตามแรงที่มีอยู่ พร้อมชายวัยกลางคน 2 คน และชายชรา 1 คน ที่เดินรั้งท้ายกลุ่มมาอย่างช้าๆ ชาวบ้านที่อยู่บริเวณหน้าหมู่บ้านต่างเดินเข้ามาดูด้วยความสนใจ พวกชายหนุ่มที่ยืนกันอยู่หน้าหมู่บ้านต่างกรูกันเข้าไปช่วยกันหามหมู่ป่าตัวนั้น เด็กน้อยหลายคนก็วิ่งเข้ามาดูกันอย่างสนุกสนาน

ชายหนุ่มคนหนึ่งที่หาบอยู่ด้านท้ายหันหลังเหลือบมองไปทางชายชรา แล้วกล่าวว่า
“ท่านผู้เฒ่า จะเอาหมูป่าตัวนี้ไปขังไว้ หรือให้พวกข้าชำแหละเนื้อแจกจ่ายให้ชาวบ้านเลย”

สักครู่ชายวัยกลางคนก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับเขกหัวเบาๆ
“วะ ไอ้นี่ เอ็งเห็นหรือเปล่าว่ามันยังไม่ตาย ถ้าจะฆ่ามัน ผู้เฒ่าคงสั่งให้เอ็งทำตั้งแต่ในป่าโน่นแล้ว”
“ไม่ต้องให้พวกเอ็งแบกมาทั้งตัวจนถึงหมู่บ้านเยี่ยงนี้ดอก” ชายคนนั้นกล่าวสั่งสอนชายหนุ่ม

ชายหนุ่มหน้าเสีย ที่ดันไปถามคำถามโง่ๆ กับผู้เฒ่า และกล่าวตอบชายกลางคน
“ขอโทษจ๊ะ ลุงหาญ”

เสียงแห้งๆ ลอยมาจากด้านหลังผู้ชายวัยกลางคนอีกคนที่ยืนขำในความซื่อบื้อของชายหนุ่มคนนั้นอยู่
“เจ้าหาญ เอ็งไปว่ามันก็ไม่ถูก ไอ้ขอนมันพึ่งเข้าป่าล่าสัตว์กับเราครั้งแรกมิใช่ รึ มันคงไม่สูรู้ไปทุกเรื่องดอก”

ชายวัยกลางคนที่ชื่อหาญ ตัวสูงใหญ่ ร่างกายกำยำ แข็งแรง มีหน้าที่เป็นผู้นำกลุ่มออกล่าสัตว์ทุกครั้ง หาญเป็นหลานแท้ๆ ของผู้เฒ่าหิน คอยเป็นหูเป็นตาให้อยู่เสมอ มีความเป็นผู้นำสูง ถึงแม้ในบ้างครั้งนิสัยจะห่ามและมุทะลุเกินไปก็ตาม แต่เมื่อผู้เฒ่าหินผู้เป็นลุงกล่าวเตือน หาญจะเชื่อและอยู่ในโอวาททุกครั้ง

หาญได้ยินดังนั้น ก็หันไปมองทางต้นเสียง และมีทีท่าสงบลง
“ขอรับ ท่านลุง”

ชายแก่ สูงอายุ ท่าทางเป็นมิตร มีหนวดและเคลายาวสีขาว เช่นเดียวกับเส้นผม หน้าตาท่าทางเป็นคนใจดีและมีแววตาที่ฉลาดดูรอบรู้ แต่ยังคงแสดงถึงความมีอาวุโสและน่ายำเกรงเป็นอย่างมาก เดินค่อมหลังในมือขวาถือไม้เท้าที่ทำจากไม้เถาวัลย์สีดำเข้ม หัวไม้เท้าเป็นปลายเถาวัลย์ที่ขมวดเป็นปมถูกปิดด้วยทองเปลวสีสะท้อนแวววาว ราวกับทำมาจากทองแท้ มือซ้ายก็ไพร่หลังพร้อมทุบเบาๆ บริเวณเอว ท่าทีคงจะเมื้อยล้ามาจากการเดินทาง แต่ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าซีดเซียวเหมือนคนหมดแรงให้เห็นเลย

ชายแก่เดินมาช้าๆ และพูดกับชายหนุ่มที่ชื่อขอนว่า
“เอ็งจงเอาหมูป่าตัวนี้ ไปปล่อยไว้ในกรงใหญ่ท้ายเรือนเจ้าหาญ แล้วก็หาผักหาน้ำให้มันกินด้วยละ”

“ได้จ๊ะ ท่านผู้เฒ่า”
ขอนได้ยินดังนั้นจึงตอบรับคำ และเดินหาบหมูป่าไปพร้อมกับชายหนุ่มอีกหลายคน

ผู้เฒ่าหินหันไปพูดกับชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ตน
“เจ้าสิงห์ ตามพวกนั้นไปดูสิ ให้พวกมันจัดการให้เรียบร้อยละ แล้วก็แยกย้ายกันกลับเรือนได้เลย”

“ครับ ท่านผู้เฒ่า” สิงห์พยักหน้ารับคำด้วยความเคารพ แล้วจึงเดินตามกลุ่มไป

“นี่ไปถึงไหนกันมารึ ท่านผู้เฒ่า”
เสียงทักทายผู้เฒ่าหินลอยมา ซึ่งผู้เฒ่าและหาญรับรู้ได้ทันทีว่าเสียงนั้น เป็นของสตรีผู้เป็นที่ตนเคารพยิ่ง เสมือนผู้เฒ่าของหมู่บ้าน จึงหันไปมองพร้อมกับค้อมตัวแสดงท่าทางเคารพ ยำเกรงในบารมีของสตรีนางนั้น นางจิตโตเดินมาพร้อมกับนางสุข ซึ่งทั้งสองเคยเป็นถึงอดีตผู้เฒ่าของหมู่บ้านอัคคีก่อนหน้าที่ผู้เฒ่าหินจะขึ้นมารับตำแหน่งแทน ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงให้เคารพอย่างมาก โดยเฉพาะนางจิตโตที่มีบุญคุณต่อชาวบ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านนี้

“ท่านพี่จิตโตกับพี่สุขนี่เอง ข้าก็นึกว่าใครเสียอีก” ผู้เฒ่าหินกล่าวขึ้นอย่างนอบน้อมต่อนางทั้งสอง

“นี่อุตส่าห์ เดินมาต้อนรับข้าถึงหน้าหมู่บ้านเชียว มีอะไรจะไหว้วานข้าหรือเปล่าท่านพี่” ผู้เฒ่าหินถามต่อด้วยความสงสัย

“เจ้านี่รู้ดีไม่เปลี่ยนเลยนะ น้องข้า” นางจิตโตกล่าวตอบโต้ แบบสนิทสนมตามประสาลูกพี่ลูกน้องที่โตมาด้วยกัน

“แล้วนี่ไปถึงไหนกันมาเล่า ท่านผู้เฒ่า” นางสุขกล่าวถาม

“ไม่ได้เข้าไปลึกดอก แค่ชายป่าด้านใต้ เท่านั้น แต่โชคดีที่ได้หมูป่ามาเอาไว้ขุนหนึ่งตัว” ผู้เฒ่าหินตอบกลับ

ยังไม่ทันจบกระบวนความที่ทักทายกันนางจิตโตก็แสดงถึงเจตนาที่มาพบผู้เฒ่าหิน นางจิตโตเปลี่ยนท่าที แสดงถึงความจริงจัง และเป็นทางการมากขึ้น พร้อมกล่าวว่า
“ท่านผู้เฒ่าว่างพอจะให้คำปรึกษาข้าได้หรือไม่”

“ท่านพี่กล่าวหนักไปแล้ว ข้ามิกล้ารับดอก เอางี้ละกัน พวกเราเข้าไปคุยกันที่เรือนของข้า” ผู้เฒ่าหินกล่าวด้วยความเกรงใจ

ทั้งสามผู้เฒ่าจึงเดินทางไปยังบ้านผู้เฒ่าหิน โดยมีหาญเดินตามไปอย่างช้า ในระหว่างนั้นผู้เฒ่าหินก็ครุ่นคิดถึงสาเหตุที่อีกสองผู้เฒ่าเดินทางมาหาตน ซึ่งตนก็ทราบได้ทันทีว่าคงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอัคค์อย่างแน่นอน แต่ผู้เฒ่าหินก็ยังลังเลไม่แน่ใจว่า บัดนี้ถึงเวลาหรือยังที่ตนจะเปิดเผยปริศนาที่ได้เก็บงำไว้เป็นเวลานาน การประชุมของสามผู้เฒ่าจะเริ่มขึ้นในไม่กี่อึดใจนี้แล้ว

จบตอน
...................
ติดตามอ่านได้ที่นี่
บันทึกการเข้า
devamax
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9


สวัสดีจ้า


« ตอบ #2 เมื่อ: 29 ตุลาคม 2008 : 22:16:20 »

บทที่ 3 การประชุมของสามผู้เฒ่า

แสงแดดยามเย็นเลือนหายไปพร้อมกับดวงตะวันที่ลับขอบฟ้า ความมืดเริ่มคืบคลานจากหุบเขา เข้าชายป่า และหมู่บ้านอย่างช้าๆ บ้านเรือนแต่ละหลังทยอยกันจุดคบ จุดตะเกียง ไม่นานในความมืดก็เห็นกลุ่มแสงสีส้มจากดวงตะเกียงสว่างโดยรอบหมู่บ้าน ความเย็นที่เริ่มพัดผ่านมาตั้งแต่ช่วงโพล้เพล้ เริ่มเปลี่ยนเป็นมวลความชื้น จนอากาศเริ่มหนาวเหน็บ ชาวบ้านบางกลุ่มออกมาจุดไฟสุมไอร้อนที่ลานหน้าบ้าน

เรือนของจิตตาที่อยู่ท้ายหมู่บ้านมีเพียงแสงตะเกียงดวงน้อยส่องมาให้เห็นได้ในระยะไกล จิตตายังคงจัดแจงแบ่งสำรับอาหารเย็นไว้เป็นสองส่วน เผื่อยายของตนที่ยังไม่กลับจนพลบค่ำแล้ว ซึ่งนางก็รู้ดีว่าปกติหากไม่มีเหตุใดสำคัญ นางจิตโตผู้เป็นยายคงจะกลับมาแล้ว ใจหนึ่งนางก็ยังสาละวนกับการจัดแจงอาหาร แต่อีกใจหนึ่งก็ยังคงคิดถึงวันพรุ่งนี้ที่ตนจะได้พบกับอัคค์ที่จากไปนานเสียที ถึงแม้ไม่รู้ว่าอีกไม่นานชะตากรรมจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปก็ตาม

ด้านเรือนของผู้เฒ่าหินที่ดูจะมีอายุอานาไม่แตกต่างจากเจ้าของมากนัก ก็เริ่มสว่างขึ้นด้วยไฟตะเกียง โดยมีหาญนั่งเฝ้าอยู่ลานหน้าบ้าน ผิงไฟกองน้อยอยู่เพียงลำพัง มีเพียงเสียงเล็กๆ จากการสนทนาเล็ดลอดมาจากด้านในเรือนที่ปิดมิดชิด ฟังแล้วแทบจับใจความไม่ได้

“การสนทนาวันนี้เป็นความลับขนาดนี้เชียวหรือ” หาญคิดอยู่ในใจ

ภายในเรือนผู้เฒ่าหิน นางสุข และนางจิตโต นั่งล้อมวงอยู่กลางห้องโถงขนาดพอเหมาะสำหรับ 4-5 คน ตรงกลางเหนือศีรษะไม่สูงมากนักมีตะเกียงดวงเล็กๆ ไฟริบหรี่ตามปริมาณน้ำมันที่เหลือขอดอยู่กับก้นตะเกียง ไฟสลัวๆ ส่องหน้าผู้เฒ่าทั้งสามวูบวาบไปมา การประชุมลับของสามผู้เฒ่าได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

“ข้ารู้ว่าวันนี้ท่านพี่ทั้งสองคงอยากจะปรึกษาเรื่องเจ้าอัคค์เป็นแน่แท้ งั้นก็มิต้องเกรงใจ เชิญพูดมาได้เลย”
ผู้เฒ่าหินเริ่มกล่าวด้วย วาจาที่สนิทชิดเชื้อ เพื่อให้ทั้งสองตอบมาอย่างตรงประเด็น

นางจิตโตเอ่ยขึ้นทันทีอย่างไม่เกรงใจ
“ที่พวกข้ามานี่ก็เพราะเป็นห่วงเจ้าอัคค์ กลัวว่าภาระที่จะต้องรับไว้มันจะใหญ่เกินตัว”

นางสุขกล่าวเสริม
“ใช่แล้ว ผู้เฒ่าหิน ข้าไม่แน่ใจว่าการกลับมาครั้งนี้ของอัคค์ จะพร้อมกับเหตุร้ายหรือเปล่า”

ผู้เฒ่าหินเงียบไปพักนึง จึงกล่าวขึ้น
“ท่านพี่ทั้งสองไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก ถึงอย่างไรข้าก็คงจะต้องปรึกษากับพวกท่านก่อนอยู่ดี”

นางจิตโตจึงกล่าวขึ้นด้วยความเกรงใจ
“พวกข้าทั้งสองก็รู้ ว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของพวกข้าแต่อย่างใด”
“ถึงกระนั้นข้าก็อดที่จะห่วงไม่ได้ว่า ชะตากรรมของเจ้าอัคค์ที่จะต้องเผชิญมันคงหนักหนาสาหัสเอาการ”

นางสุขจึงกล่าวเสริมว่า
“ไหนๆ เจ้าอัคค์ก็จะกลับมาในวันพรุ่งนี้แล้ว อีกอย่างเราทั้งสามก็อยู่พร้อมหน้ากัน”
“ไฉนเลยไม่ปรึกษาหาความกันให้จบสิ้นไปเลยละ”

เมื่อผู้เฒ่าหินไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง และหันไปมองหน้านางทั้งสอง และตอบว่า
“ถ้าท่านพี่ทั้งสองพร้อม ข้าก็ตกลง”

“เรื่องราวของชะตากรรมของเด็กหนุ่มที่นามว่า อัคค์ ได้เริ่มต้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในขณะนั้นนางจิตโตยังเป็นผู้นำหรือผู้เฒ่าของหมู่บ้านอัคคีอยู่ ในสมัยนั้นดินแดนสุขาวดียังไม่ฟื้นตัวมากเท่ากับทุกวันนี้ เพราะพึ่งผ่านพ้นจากภัยพิบัติหลังสงครามล้างเผ่าพันธุ์ได้ไม่นาน ภัยธรรมชาติยังคงเกิดขึ้นอยู่สม่ำเสมอ ในตอนนั้นหุบเขา ”คินิกุฎ (Kinikood)” ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของหมู่บ้านอัคคีได้เกิดระเบิดขึ้น ส่งผลให้หลายหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในละแวกนั้นถูกทำลายจนย่อยยับ มีผู้คนตายจากการระเบิดครั้งนั้นจำนวนไม่น้อย จนคนส่วนใหญ่ต้องอพยพออกจากพื้นที่ ทำให้ในแถบนี้มีเหลือเพียงหมู่บ้านอัคคีเท่านั้น ในครั้งนั้นนางจิตโตได้นำชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเข้าไปช่วยเหลือ และค้นหาผู้รอดชีวิต หลังจากการระเบิดสงบลง สิ่งที่พบคือ ทารกน้อยคนหนึ่งในซากปรักหักพัง ซึ่งเด็กน้อยคนนั้นก็คือ อัคค์นั่นเอง”

“อัคค์ได้ถูกผู้เฒ่าหินนำมาชุบเลี้ยงตั้งแต่เป็นทารก เนื่องจากตนไม่มีลูกหลานมากและภรรยาก็ตายไปนานแล้วทำให้ไม่มีลูก จึงชุบเลี้ยงอัคค์ในฐานะหลานชาย ถึงกระนั้นอัคค์ก็รักผู้เฒ่าหินเหมือนบิดาของตน ถึงแม้จะรู้ว่าตนเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่เก็บมาเลี้ยงก็ตาม อัคค์ทำตัวเป็นเด็กดีและเป็นที่รักของชาวบ้านในหมู่บ้านอัคคีเสมอมา จวบจนอัคค์อายุได้ 15 ปี ผู้เฒ่าหินจึงตัดสินใจส่งอัคค์ไปเรียนรู้วิชาที่ต่างแดน และให้สมัครเข้าเป็นทหารอาสา โดยฝากฝังไว้กับเพื่อนเก่าที่เป็นนายกองอยู่ในสังกัดทหารของเมืองใหญ่แห่งหนึ่งที่อยู่ในเขตปกครองของอุตรภาคี จวบจนเวลานี้อัคค์ได้ปลดประจำการจากกองทหารอาสาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังเดินทางกลับมายังหมู่บ้านอัคคี”
....................

ต่อ)

แสงจากกองไฟกองน้อยหน้าบ้านผู้เฒ่าหินริบหรี่ ใกล้จะมอดลงเต็มที หาญกำลังสาละวนกับการนำฝืนมาเติมกองไฟ เพื่อเพิ่มความอุ่นในอากาศที่เริ่มเย็นลงทุกที ภายในเรือนผู้เฒ่าทั้งสามยังคงประชุมอยู่เช่นเดิม

“ท่าทางคืนนี้การประชุมของท่านลุงคงจะยาวนาวนัก คงต้องหาฝืนมาเพิ่มอีกหน่อยละ” หาญคิดในใจ

ภายในห้องโถงผู้เฒ่าทั้งสามยังคงปรึกษากันในเรื่องราวของอัคค์ พร้อมทั้งนำห่อผ้าขนาดเล็กที่มีม้วนโลหะสีดำ ซึ่งเป็นม้วนบรรจุเอกสารสำคัญในสมัยนั้น ห่อผ้าดังกล่าวติดตัวอัคค์มาตั้งแต่เกิดพร้อมม้วนโลหะนี้ ที่ไม่เคยถูกเปิดเลยตั้งแต่พบอัคค์ เนื่องจากนางจิตโตได้รับคำสั่งจากเทพผ่านทางนิมิตรของนางว่า ม้วนโลหะนี้จะเปิดก่อนจะถึงเวลาอันสมควรไม่ได้ และทั้งสามก็คิดว่าเวลานั้นใกล้มาถึงแล้วจึงนำมาตรวจดูว่าม้วนสารนี้ถูกเก็บไว้อย่างดี ทั้งสามทราบดีว่าอัคค์เป็นเด็กชายที่ได้ถูกเลือกให้มีหน้าที่รับใช้ทวยเทพ ม้วนโลหะนี้ก็เช่นกันที่เทพคงประทานให้ แต่ทั้งสามก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไรและมีจุดประสงค์อย่างไร จึงได้ตกลงกันว่าจะอัญเชิญผู้นำสารของเหล่าทวยเทพมา เพื่อขอรับคำปรึกษาและเป็นสื่อกลางในการส่งข้อความไปถึงเทพเหล่านั้น

“เอาละ ม้วนโลหะของอัคค์ก็นำมาแล้ว ท่านพี่ทั้งสองพร้อมหรือไม่” ผู้เฒ่าหิน เอ่ยถาม

“เชิญเลยน้องข้า พวกเราพร้อมแล้ว” นางจิตโตเอ่ยตอบ

ทั้งสามผู้เฒ่าเพ่งจิตไปที่ม้วนโลหะเพื่อสร้างจิตเชื่อมโยง โดยมีม้วนโลหะเป็นเหมือนสะพานในการเชื่อมจิตของทั้งสามไปยังผู้นำสาร และอัญเชิญมาปรากฏกาย ณ ที่นี้ ในขณะที่ทั้งสามส่งจิตไปได้สักครู่หนึ่ง ก็เกิดดวงไฟสีขาวขึ้นเหนือหัวของทั้งสามผู้เฒ่า ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างวาบขึ้นมาทันที ปรากฎดวงไฟสีแดงส้มลอยอยู่ใจกลางห้องโถง

น้ำเสียงผู้ชายทุ้มๆ ฟังดูมีพลังลอยออกมาจากดวงไฟลูกนั้น ซึ่งเป็นคำพูดที่ติดต่อกันด้วยจิต เอ่ยขึ้นว่า
“พวกเจ้าทั้งสาม มีเหตุอันใดรึ จึงเรียกข้ามานี่”

ผู้เฒ่าหิน ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลหมู่บ้านอัคคี เพ่งจิตตอบไปว่า
“ข้าน้อย เป็นผู้เฒ่าแห่งหมู่บ้านอัคคี มีเรื่องจะเรียนปรึกษาท่านผู้นำสารแห่งไฟ ขอรับ”

ดวงไฟ ขยับไหวและส่องแสงออกมาเป็นระยะ ก่อนจะตอบผู้เฒ่าหินว่า
“ถ้าเรื่องที่เจ้าจะถามเกี่ยวข้องกับเด็กชายผู้ถูกเลือก พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
“ทุกอย่างจะเปิดเผยขึ้นเอง เมื่อเด็กคนนั้นกลับมา”

ยังไม่ทันที่สามผู้เฒ่าจะเอ่ย ถามหรือพูดแม้แต่คำเดียว ดวงไฟก็ส่องแสงสีขาวสว่างวาบก่อนจะดับวูบไปในทันที พร้อมประโยคทิ้งท้ายไว้ว่า
“อีกไม่ช้าข้าจะนำคำสั่งจากเบื้องบน มาบอกเจ้าเอง อีกไม่นาน อีกไม่นาน ฮ่าๆๆๆ”

หาญที่เฝ้าอยู่หน้าลานถึงกับตระหนกในแสงวูบนั้น จึงวิ่งมาที่ประตูพร้อมตะโกนถามผู้เฒ่าหินด้วยความเป็นห่วง
“ท่านลุงเป็นอะไรรึเปล่าครับ แสงเมื่อกี้มันอะไรกัน”
“ข้างในเกิดอะไรขึ้นครับ” หาญถามอีกครั้งพร้อมกับเคาะประตูเป็นจังหวะ

ผู้เฒ่าทั้งสามยังตกอยู่ในพะวังของแสงสว่างวูบสุดท้ายอยู่ จากนั้นจึงถอนลมหายใจออกจากสมาธิ และตอบกลับไปเพื่อคลายความเป็นห่วงของหาญ

“ไม่มีอะไรหรอกหลานเอ๋ย พวกข้าแค่ทำพิธีอัญเชิญเท่านั้น” ผู้เฒ่าหินกล่าวตอบหลานชาย

นางจิตโตกล่าวเสริม เพื่อคลายความตระหนกของหาญ
“หาญหลานข้า เจ้ามิต้องกลัวไปดอก พวกข้ามิเป็นอะไร ไม่ต้องเป็นห่วง เจ้ากลับไปผิงไฟให้อุ่นใจก่อนเถิด อีกไม่นานพวกข้าจักออกไป”

หาญได้ยินดังนั้นก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นทันที จึงขานรับด้วยอารมณ์ที่เย็นลง “ครับท่านยาย”

พูดเสร็จหาญจึงกลับไปนั่งพิงไฟตามเดิม พร้อมพนมมือยกขึ้นไหว้เหนือหัว เพื่อแสดงถึงความเคารพต่อเทพที่ ท่านลุงของตนอัญเชิญมา ในใจก็คิดสงสัยว่าเหตุใดจึงต้องทำพิธีอัญเชิญ เนื่องจากพิธีอัญเชิญจะไม่นำมาทำกันบ่อยนัก เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนต่อทวยเทพ

“คงเป็นเรื่องเกี่ยวกับเจ้าอัคค์แน่ๆ นี่คงใกล้เวลาที่บางอย่างจะเปิดเผยแล้วสินะ” หาญคิดในใจและปะติดปะต่อเรื่องราว

ภายในกระท่อมยังคงพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรึกษากันถึงเรื่องราวในอนาคตของอัคค์

“นี่คงถึงเวลาที่พวกเราเฝ้ารอจริงๆ แล้วสินะ” ผู้เฒ่าหินกล่าวขึ้น
“พรุ่งนี้หากอัคค์กลับมาทุกอย่างคงกระจ่างขึ้น อย่างที่ผู้นำสารบอกเป็นแน่แท้” นางสุขพูดด้วยความรู้สึกที่ผ่อนคลายลง

นางจิตโตกล่าวขึ้นพร้อมกับแนะนำบางอย่าง
“น้องข้า ถ้าเป็นอย่างที่ผู้นำสารบอกมา เห็นทีอัคค์คงต้องพบกับชะตากรรมครั้งใหม่ อย่างฝืนไม่ได้”
“กระนั้น พวกเราทั้งสามคงต้องเป็นผู้อธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้อัคค์ได้รับรู้ไว้”

นางสุขพยักหน้าสนับสนุนคำพูดของนางจิตโต พร้อมเอ่ยว่า “ผู้เฒ่าหินละ คิดว่าอย่างไร”

“ข้าก็เห็นด้วยกับท่านพี่ทั้งสอง เมื่ออัคค์กลับมาเราคงต้องหาโอกาสเล่าเรื่องราวทั้งหมด”
ผู้เฒ่าหินกล่าวเห็นด้วยกับความคิดของนางทั้งสอง

ไม่นานนักผู้เฒ่าทั้งสามก็ออกมาจากเรือน และแยกย้ายกลับไปพักผ่อน ผู้เฒ่าหินจึงได้สั่งการหาญเกี่ยวกับงานเลี้ยงต้อนรับอัคค์ ว่าให้จัดขึ้นแบบเรียบง่ายและเป็นกันเอง พร้อมทั้งให้ประกาศแก่ชาวบ้าน ก่อนที่ตนจะเข้านอนด้วยความเพลีย การประชุมครั้งนี้ได้คลายความวิตกของผู้เฒ่าทั้งสามลงไปได้บ้าง แต่ชะตากรรมทั้งหมดของอัคค์ยังคงเป็นปริศนาอยู่เช่นเดิม ทุกอย่างจะกระจ่างชัดได้ในอีกไม่ช้า ในขณะที่อัคค์ยังคงเดินทางใกล้เข้ามาทุกทีด้วยความปิติยิ่งที่ได้กลับสู่หมู่บ้านอัคคีที่ตนจากไปเป็นเวลาแสนนาน โดยไม่รู้เลยว่าชะตากรรมครั้งใหม่รอตนอยู่
จบตอน
..........
www.devacurse.com
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

กาแฟ ร้อยตะวัน กลอน บทกลอน บทกวี ร้อยความฝัน พันจินตนาการ

Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2013, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF
.::: Theme & Graphic designed by Thanarath Sawasdichai :: www.dreampoem.com supported by Roytawan Coffee :: © 2002-2010 DreamPOEM.COM All Reserved. :::.